← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Alan Mullery ตำนานกองกลางผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้ท็อตแนมและทีมชาติอังกฤษ

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Alan Mullery ตำนานกองกลางผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้ท็อตแนมและทีมชาติอังกฤษ

Alan Mullery ตำนานกองกลางผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้ท็อตแนมและทีมชาติอังกฤษ หากพูดถึงกองกลางระดับตำนานของวงการฟุตบอลอังกฤษในช่วงปี 1960 และ 1970 ชื่อของ Alan Patrick Mullery…

Alan Mulleryอลัน มัลเลอรี่Tottenham HotspurFulham

Alan Mullery ตำนานกองกลางผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้ท็อตแนมและทีมชาติอังกฤษ

หากพูดถึงกองกลางระดับตำนานของวงการฟุตบอลอังกฤษในช่วงปี 1960 และ 1970 ชื่อของ Alan Patrick Mullery ย่อมเป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกกล่าวถึงในฐานะผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ โดยเขาไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในฐานะนักเตะ แต่ยังผันตัวไปเป็นผู้จัดการทีมและกูรูวิเคราะห์เกมทางโทรทัศน์ในเวลาต่อมา

Content image

เส้นทางอาชีพนักเตะ: จากฟูแล่มสู่ความยิ่งใหญ่กับสเปอร์ส

มัลเลอรี่เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ Fulham (ฟูแล่ม) ในปี 1958 ก่อนจะย้ายไปสร้างชื่อเสียงโด่งดังกับ Tottenham Hotspur (ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์) ในปี 1964 โดยเขาเล่นในตำแหน่ง Deep Midfielder หรือกองกลางตัวต่ำที่คอยคุมจังหวะเกม ซึ่งแม้จะไม่ใช่ผู้เล่นที่ทำประตูได้บ่อยครั้ง แต่เขาก็มีลูกยิงที่น่าจดจำ เช่น ลูกวอลเลย์นอกกรอบเขตโทษในเกมพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ ฤดูกาล 1973–74 ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นประตูยอดเยี่ยมแห่งปีของ BBC

ในช่วงที่ค้าแข้งกับสเปอร์ส มัลเลอรี่เป็นกำลังสำคัญในการคว้าแชมป์ FA Cup ปี 1967 และรับหน้าที่เป็นกัปตันทีมนำทัพคว้าแชมป์ Football League Cup ปี 1971 รวมถึงความสำเร็จสูงสุดในระดับยุโรปกับแชมป์ UEFA Cup ปี 1972 ซึ่งเขาเป็นผู้ทำประตูชัยด้วยลูกโหม่งในนัดที่สอง ช่วยให้ทีมเอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ด้วยสกอร์รวม 3-2

บทบาทในทีมชาติอังกฤษ

ในระดับนานาชาติ มัลเลอรี่สร้างประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยน่าจดจำนักในฐานะ นักเตะทีมชาติอังกฤษคนแรกที่ถูกไล่ออกจากสนามในเกมระดับทางการ ระหว่างการแข่งขัน UEFA Euro 1968 ในนัดที่พบกับยูโกสลาเวีย อย่างไรก็ตาม เขายังคงเป็นตัวหลักในฟุตบอลโลกปี 1970 โดยลงเล่นครบทุกนัด และทำประตูเดียวในอาชีพการค้าแข้งทีมชาติได้ในเกมที่พ่ายแพ้ต่อเยอรมนีตะวันตกในรอบก่อนรองชนะเลิศ

บทบาทผู้จัดการทีมและช่วงเวลาที่ท้าทาย

หลังจากแขวนสตั๊ด มัลเลอรี่ก้าวเข้าสู่บทบาทผู้จัดการทีม โดยผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือการพา Brighton & Hove Albion เลื่อนชั้นจากดิวิชัน 3 ขึ้นสู่ลีกสูงสุดของอังกฤษในช่วงปี 1976–1981 นอกจากนี้เขายังเคยคุมทีมชื่อดังอย่าง Crystal Palace และ Queens Park Rangers (QPR)

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ QPR เป็นช่วงที่เขารู้สึกกดดันอย่างมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ใน UEFA Cup ที่ทีมพลิกพ่ายให้กับ FK Partizan และเกมลีกที่พลิกจากตามหลังนิวคาสเซิล 0-4 กลับมาเสมอ 5-5 ซึ่งมัลเลอรี่เคยให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า ประสบการณ์ที่ QPR ทำให้เขารู้สึกสูญเสียความรักในฟุตบอลไปชั่วขณะเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งกับผู้เล่นในทีม

นอกเหนือจากในอังกฤษ เขายังเคยเดินทางไปคุมทีม ATM FA ในลีกสูงสุดของประเทศมาเลเซียในช่วงต้นทศวรรษ 1990 และรับตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลที่ Barnet ในช่วงปี 1996–1997

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • เกียรติยศสูงสุด: ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ MBE (Member of the Order of the British Empire) ในปี 1976
  • สถิติการเล่น: ลงสนามรวมทุกสโมสร 677 นัด ทำได้ 62 ประตู
  • ความสำเร็จกับสเปอร์ส: แชมป์ FA Cup (1967), League Cup (1971) และ UEFA Cup (1972)
  • สถิติทีมชาติ: ลงเล่น 35 นัด ทำได้ 1 ประตู
  • รางวัลส่วนตัว: ได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ FWA ในปี 1975 ขณะเล่นให้ฟูแล่ม
สรุปสถิติการค้าแข้งของ Alan Mullery
สโมสร/ทีมชาติ ช่วงปี จำนวนนัดที่ลงเล่น ประตูที่ทำได้
Fulham 1958–1964, 1972–1976 364 37
Tottenham Hotspur 1964–1972 312 25
ทีมชาติอังกฤษ 1964–1971 35 1
รวมทั้งหมด - 711 63
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Alan Mullery มีชื่อเสียงโด่งดังจากเรื่องใดมากที่สุด?

เขามีชื่อเสียงจากการเป็นกัปตันทีมท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ คว้าแชมป์ UEFA Cup ปี 1972 และเป็นนักเตะทีมชาติอังกฤษคนแรกที่ถูกใบแดงไล่ออกจากสนามในเกมระดับนานาชาติ

ผลงานการคุมทีมที่โดดเด่นที่สุดของเขาคือทีมใด?

ผลงานที่น่าประทับใจที่สุดคือการคุมทีม Brighton & Hove Albion ซึ่งเขาสามารถพาทีมไต่ระดับจากดิวิชัน 3 ขึ้นสู่ลีกสูงสุดของอังกฤษได้สำเร็จ

เขามีบทบาทอะไรในวงการฟุตบอลหลังจากเลิกคุมทีม?

มัลเลอรี่ผันตัวมาเป็นกูรูวิเคราะห์เกม (Pundit) ให้กับทาง Sky Sports และเคยรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านฟุตบอลให้กับสโมสร Crawley Town

ชีวิตส่วนตัวของเขามีจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างไร?

หลังจากออกจาก QPR เขาต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรงและปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งนำไปสู่การหันเข้าหาศาสนาคริสต์เพื่อเยียวยาจิตใจ ก่อนจะกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสายงานสื่อสารมวลชนช่วงกลางทศวรรษ 1990