← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Ad

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Alex de Waal นักมานุษยวิทยาผู้ตีแผ่ความจริงเรื่องทุพภิกขภัยและอาชญากรรมสงคราม

Alex de Waal นักมานุษยวิทยาผู้ตีแผ่ความจริงเรื่องทุพภิกขภัยและอาชญากรรมสงคราม Alex de Waal คือนักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษผู้มีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์วิกฤตการณ์ความอดอยากระดั…

Alex de Waalทุพภิกขภัยสิทธิมนุษยชนมานุษยวิทยา

Alex de Waal นักมานุษยวิทยาผู้ตีแผ่ความจริงเรื่องทุพภิกขภัยและอาชญากรรมสงคราม

Alex de Waal คือนักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษผู้มีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์วิกฤตการณ์ความอดอยากระดับโลก ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารของ World Peace Foundation ณ The Fletcher School of Law and Diplomacy มหาวิทยาลัย Tufts โดยเขาได้รับการยอมรับในฐานะผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน ทุพภิกขภัย (Famine หรือภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในวงกว้าง) ซึ่งได้ทุ่มเทศึกษาและทำงานในพื้นที่ภูมิภาคจะงอยแอฟริกา (Horn of Africa) มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980

ด้วยผลงานที่โดดเด่นทำให้เขาถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 100 ปัญญาชนผู้ทรงอิทธิพลระดับนานาชาติโดยนิตยสาร Foreign Policy ในปี 2008 และได้รับรางวัล Huxley Award จากสถาบันมานุษยวิทยากษัตริย์ (Royal Anthropological Institute) ในปี 2024 ซึ่งเป็นการยืนยันถึงคุณูปการของเขาที่มีต่อวงการวิชาการและการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน

เส้นทางชีวิตและการศึกษา

Alex de Waal เกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1963 ที่เมืองเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร เป็นบุตรของ Victor de Waal บาทหลวงนิกายแองกลิกัน และ Esther Aline Lowndes-Moir นักเขียน เขาเริ่มต้นการศึกษาระดับพื้นฐานที่ The King's School, Canterbury ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านจิตวิทยาและปรัชญาจาก Corpus Christi College ในปี 1984 และคว้าปริญญาเอก (DPhil) ด้านมานุษยวิทยาสังคมจาก Nuffield College ในปี 1988

การพลิกมุมมองต่อ "ความอดอยาก" ในฐานะอาวุธทางการเมือง

จุดเริ่มต้นความสนใจเรื่องทุพภิกขภัยของ de Waal เกิดขึ้นระหว่างการทำวิจัยปริญญาเอกในซูดาน ซึ่งเขาศึกษาว่าชาวชนบทมีวิธีการรับมือและเอาชีวิตรอดจากความอดอยากอย่างไร ผลงานชิ้นนี้ถูกนำมาเรียบเรียงเป็นหนังสือ Famine that Kills: Darfur, Sudan, 1984-1985 ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการวิชาการ โดยเขาเสนอว่าความอดอยากไม่ใช่แค่เรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นภัยคุกคามต่อวิถีชีวิต และการเสียชีวิตจำนวนมากเป็นผลมาจากวิกฤตด้านสาธารณสุขควบคู่ไปกับการขาดอาหาร

ในช่วงทศวรรษ 1990 เขาได้ขยายขอบเขตการศึกษาไปยังจุดตัดระหว่างการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความอดอยาก โดยชี้ให้เห็นว่ามีการใช้ ความหิวโหยเป็นอาวุธในสงคราม และมีการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารเพื่อปกปิดความจริง

de Waal ยังวิพากษ์วิจารณ์องค์กรบรรเทาทุกข์ทางมนุษยธรรมอย่างรุนแรงว่า มักมองข้ามมิติทางการเมืองและอาชญากรรมที่อยู่เบื้องหลังความอดอยาก ซึ่งเขาได้นำเสนอแนวคิดนี้ในหนังสือ Famine Crimes (1997) โดยเน้นย้ำว่าการป้องกันความอดอยากที่ยั่งยืนต้องเกิดจาก "สัญญาประชาคมทางการเมือง" ที่ต่อต้านความอดอยากอย่างจริงจัง

แม้ในช่วงปี 2010 เขาจะเคยตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการกำจัดความอดอยากให้หมดไปจากโลก แต่ในเวลาต่อมาเขากลับมองโลกในแง่ร้ายขึ้น โดยระบุในหนังสือ Mass Starvation (2017) ว่าทุพภิกขภัยกำลังกลับมาอีกครั้งในรูปแบบของ "ทุพภิกขภัยจากความโหดร้ายยุคใหม่" (New Atrocity Famines) ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจการเมืองโลกที่ยอมรับการใช้ความหิวโหยเป็นเครื่องมือในการทำสงครามมากขึ้น

บทบาทนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนและการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

นอกเหนือจากงานวิชาการ de Waal ยังเป็นนักปฏิบัติการที่กล้าหาญ เขาเคยร่วมงานกับ Africa Watch (ต่อมาคือ Human Rights Watch-Africa) และได้เขียนรายงานตีแผ่การใช้ความอดอยากเป็นอาวุธในซูดาน เอธิโอเปีย และโซมาเลีย อย่างไรก็ตาม เขาได้ลาออกในปี 1992 เพื่อประท้วงการสนับสนุนปฏิบัติการ Restore Hope ของสหรัฐฯ ในโซมาเลีย

หลังจากนั้น เขาได้ร่วมก่อตั้ง African Rights องค์กร NGO ขนาดเล็กในลอนดอน ซึ่งสร้างชื่อเสียงจากการเปิดโปงการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกองกำลังนานาชาติในโซมาเลีย รวมถึงการรวบรวมคำให้การของผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

เขายังคงขับเคลื่อนงานด้านสิทธิมนุษยชนผ่านการก่อตั้ง Justice Africa ในปี 1998 เพื่อผลักดันกระบวนการสันติภาพในซูดาน และต่อสู้คดีการขับไล่ชาวเอริเทรียออกจากเอธิโอเปียในศาลสิทธิมนุษยชนและประชาชนแห่งแอฟริกา นอกจากนี้ เขายังได้นำความเชี่ยวชาญไปใช้ในงานด้านสาธารณสุข โดยศึกษาผลกระทบของ HIV/AIDS ต่อความมั่นคงและการปกครองในแอฟริกา

ในช่วงการแพร่ระบาดของ Covid-19 เขาได้เขียนหนังสือ New Pandemics, Old Politics โดยเปรียบเทียบกับโรคอหิวาตกโรคในฮัมบูร์กช่วงปี 1890 เพื่อชี้ให้เห็นว่าโรคระบาดไม่ใช่แค่เรื่องการแพทย์ แต่เป็น "โรคระบาดทางสังคม" (Pandemy) ที่ส่งผลกระทบต่อการเมืองและโครงสร้างสังคมอย่างลึกซึ้ง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ความเชี่ยวชาญหลัก: มานุษยวิทยาสังคม, ทุพภิกขภัย, และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแอฟริกา
  • แนวคิดสำคัญ: การมองว่าความอดอยากเป็น "อาวุธสงคราม" และเป็นผลลัพธ์ทางการเมืองมากกว่าภัยธรรมชาติ
  • ผลงานโดดเด่น: ผู้เขียนหนังสือ Mass Starvation และ Famine Crimes
  • บทบาททางสังคม: ผู้ก่อตั้ง African Rights และ Justice Africa และผู้อำนวยการ World Peace Foundation
  • รางวัลการันตี: รางวัล Huxley Award (2024) และรางวัล Elsevier Atlas Prize (2017)
สรุปประวัติและผลงานของ Alex de Waal
หัวข้อ รายละเอียด
การศึกษา ปริญญาตรี (จิตวิทยาและปรัชญา) และปริญญาเอก (มานุษยวิทยาสังคม) จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด
ตำแหน่งปัจจุบัน ผู้อำนวยการบริหาร World Peace Foundation, Tufts University
พื้นที่ศึกษาหลัก ซูดาน, เอธิโอเปีย, โซมาเลีย และภูมิภาคจะงอยแอฟริกา
ประเด็นขับเคลื่อน การต่อต้านการใช้ความหิวโหยเป็นอาวุธ, การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, และสิทธิมนุษยชน
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Alex de Waal มีมุมมองต่อทุพภิกขภัยแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างไร?

เขาไม่ได้มองว่าความอดอยากเกิดจากความล้มเหลวของผลผลิตทางการเกษตรหรือภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เขามองว่าเป็น เครื่องมือทางการเมือง และอาวุธในสงครามที่ถูกใช้เพื่อควบคุมหรือทำลายล้างประชากร

บทบาทของเขาในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาคืออะไร?

เขาทำงานร่วมกับ Rakiya Omaar ในนามองค์กร African Rights เพื่อรวบรวมคำให้การโดยตรงจากผู้รอดชีวิตในรวันดา และนำข้อมูลเหล่านั้นมาตีพิมพ์เป็นรายงานเพื่อเปิดโปงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทำไมเขาถึงวิพากษ์วิจารณ์องค์กรบรรเทาทุกข์ทางมนุษยธรรม?

เพราะเขาเชื่อว่าการมุ่งเน้นเพียงการส่งความช่วยเหลือด้านอาหารโดยไม่พูดถึงสาเหตุทางการเมืองหรืออาชญากรรมที่ทำให้เกิดความอดอยาก เป็นการช่วยปกปิดความผิดของผู้กระทำผิดและทำให้ปัญหาไม่ถูกแก้ไขที่ต้นเหตุ

หนังสือ "Mass Starvation" นำเสนอประเด็นสำคัญอะไร?

หนังสือเล่มนี้วิเคราะห์ประวัติศาสตร์และอนาคตของความอดอยาก โดยเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความอดอยากกลับมาเป็นอาวุธอีกครั้ง ซึ่งเขาเรียกว่า "ทุพภิกขภัยจากความโหดร้ายยุคใหม่" อันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจการเมืองโลก

เขามีส่วนร่วมในการต่อสู้กับโรคระบาดอย่างไร?

เขาศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างโรคระบาดกับการเมือง โดยชี้ให้เห็นว่าโรคระบาด (เช่น Covid-19) มักนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองที่ลึกซึ้ง ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นภาวะ "Pandemy" หรือโรคระบาดทางสังคม