Amiram Levin อดีตนายพลและผู้บริหารระดับสูงผู้มีบทบาทสำคัญในความมั่นคงและธุรกิจอิสราเอล
Amiram Levin เป็นบุคคลที่มีบทบาทหลากหลายในสังคมอิสราเอล โดยมีเส้นทางชีวิตที่ครอบคลุมทั้งด้านการทหารระดับสูง การบริหารธุรกิจเทคโนโลยี และการเป็นนักวิจารณ์ทางการเมืองที่ทรงอิทธิพล เขาเป็นที่รู้จักในฐานะอดีตนายพล (Aluf) ของกองทัพอิสราเอล และเคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับ Mossad ซึ่งเป็นหน่วยงานข่าวกรองระดับโลก

เส้นทางอาชีพทางทหารและความมั่นคง
ในด้านการทหาร Levin เริ่มต้นสร้างชื่อเสียงจากการปฏิบัติหน้าที่ใน Sayeret Matkal ซึ่งเป็นหน่วยรบพิเศษระดับ elite ของอิสราเอล จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วย นอกจากนี้เขายังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคเหนือของกองทัพอิสราเอล (IDF Northern Command) อีกด้วย
ตลอดระยะเวลาการรับราชการตั้งแต่ปี 1965 ถึง 1998 เขาผ่านสมรภูมิสำคัญมากมาย รวมถึงสงครามหกวัน (Six-Day War), สงครามชดใช้ (War of Attrition) และสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) ซึ่งในสงครามครั้งหลังนี้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการรบ
การเปลี่ยนผ่านสู่โลกธุรกิจและเทคโนโลยี
หลังจากเกษียณจากกองทัพ Levin ได้นำทักษะการบริหารมาใช้ในภาคเอกชน โดยเคยดำรงตำแหน่งประธานและผู้อำนวยการบริษัท National Roads Company of Israel จนถึงปี 2006 นอกจากนี้เขายังมีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง NextVision บริษัทด้านทัศนศาสตร์ไฟฟ้า (Electro-optics)
ในช่วงปี 2004 ถึง 2022 เขาได้บริหารสาขาในอิสราเอลของบริษัท EKPAC จากประเทศจีน ซึ่งมุ่งเน้นด้านอุปกรณ์การแพทย์ เทคโนโลยีการเกษตร (Agritech) และเทคโนโลยีสะอาด (Cleantech) รวมถึงการลงทุนในบริษัทไซเบอร์และเทคโนโลยีต่างๆ และในปี 2022 เขาได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารของ Pomvom บริษัทผู้พัฒนาโซลูชันการถ่ายภาพดิจิทัลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
| ด้าน | ตำแหน่ง/บทบาทสำคัญ | รายละเอียดเพิ่มเติม |
|---|---|---|
| การทหาร | Aluf (Major General) | ผู้บัญชาการ Sayeret Matkal และกองบัญชาการภาคเหนือ |
| ข่าวกรอง | รองหัวหน้า Mossad | ดูแลงานด้านจารกรรมและความมั่นคงระดับสูง |
| ธุรกิจ | ผู้ก่อตั้ง NextVision | เชี่ยวชาญด้าน Electro-optics และ AI Photography |
| การเมือง | สมาชิกพรรคแรงงาน (Labor Party) | นักวิจารณ์และผู้มีแนวคิดเสรีนิยมในอิสราเอล |
ทัศนะทางการเมืองและความขัดแย้งที่เปลี่ยนแปลง
มุมมองของ Levin ต่อความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญตามกาลเวลา ในอดีตเขาเคยถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายเสรีนิยมและสมาชิกพรรคแรงงาน โดยมีความเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์ควรถูกควบคุมทางทหารเนื่องจากปฏิเสธแผนการแบ่งดินแดนของสหประชาชาติปี 1947 และสนับสนุนการขยายถิ่นฐานของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2023-2025 ทัศนะของเขาได้เปลี่ยนไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรง โดยเขาได้ออกมาประท้วงการปฏิรูปตุลาการ และกล่าวหาว่ามีการใช้ระบบ Apartheid (การแบ่งแยกสีผิว/เชื้อชาติ) ในเขตจูเดียและสะมาเรีย รวมถึงวิจารณ์ว่ากองทัพอิสราเอลเริ่มมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงคราม
ล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2025 Levin ได้สร้างความตกตะลึงด้วยการประณามกฎการปะทะของรัฐบาลอิสราเอลในฉนวนกาซา โดยระบุว่าคำสั่งให้ยิงเด็กและพ่อแม่ที่กำลังแสวงหาอาหารและสิ่งบรรเทาทุกข์ถือเป็นอาชญากรรมและเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide)
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ยศสูงสุด: Aluf (พลตรี) ในกองทัพอิสราเอล
- ประสบการณ์รบ: ผ่านสงครามสำคัญหลายครั้ง รวมถึงสงครามเลบานอนปี 1982 และการลุกฮือ Intifada ครั้งแรก
- บทบาทธุรกิจ: ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cleantech, Agritech และ AI
- จุดยืนปัจจุบัน: วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของรัฐบาลอิสราเอลในกาซาอย่างรุนแรง
คำถามที่พบบ่อย
Amiram Levin คือใคร?
เขาเป็นอดีตนายพลระดับสูงของกองทัพอิสราเอล อดีตรองหัวหน้า Mossad และนักธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นนักวิจารณ์ทางการเมือง
เขามีบทบาทอย่างไรในด้านเทคโนโลยี?
เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท NextVision และเคยบริหารบริษัท EKPAC สาขาอิสราเอล รวมถึงเป็นบอร์ดบริหารของ Pomvom ซึ่งเน้นการใช้ AI ในการถ่ายภาพ
ทัศนะของเขาต่อชาวปาเลสไตน์เปลี่ยนแปลงอย่างไร?
ในอดีตเขามีแนวคิดสายแข็งที่สนับสนุนการควบคุมทางทหารและการขยายถิ่นฐาน แต่ในระยะหลังเขาเปลี่ยนมาวิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนและเรียกการกระทำของรัฐบาลในกาซาว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
เขาเคยดำรงตำแหน่งอะไรในกองทัพอิสราเอลบ้าง?
เขาเคยเป็นผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ Sayeret Matkal และผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคเหนือ (Northern Command) ของ IDF
เหตุใดเขาจึงถูกกล่าวถึงในประเด็นเรื่อง Apartheid?
เพราะเขาได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าในเขตจูเดียและสะมาเรียมีการแบ่งแยกการปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งเขามองว่าสะท้อนถึงระบบ Apartheid และส่งผลเสียต่อสังคมอิสราเอลจากภายใน