อาซิฟ อาลี ซาร์ดารี เส้นทางการเมืองที่พลิกผันของประธานาธิบดีปากีสถาน
อาซิฟ อาลี ซาร์ดารี (Asif Ali Zardari) คือหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของปากีสถาน เขาไม่เพียงแต่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศถึงสองสมัย (สมัยที่ 11 และ 14) แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ทางอำนาจ การเผชิญหน้ากับคดีความ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับตระกูลบุตโต ซึ่งเป็นตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ
ซาร์ดารีสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะประมุขแห่งรัฐคนแรกของปากีสถานที่มีกำเนิดหลังจากประเทศได้รับเอกราช และเป็นที่รู้จักในวงกว้างในฐานะสามีหม้ายของ เบนาซีร์ บุตโต อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของปากีสถาน

จุดเริ่มต้นและภูมิหลังครอบครัว
ซาร์ดารีเกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1955 ณ เมืองการาจี ในครอบครัวชนชั้นสูงชาวซินธี-บาโลช โดยเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของ ฮาคิม อาลี ซาร์ดารี หัวหน้าเผ่าบาโลชซาร์ดารีและเจ้าของที่ดินรายใหญ่ ในวัยเยาว์เขาเคยเป็นนักมวยและนำทีมโปโลที่ชื่อว่า "Zardari Four" นอกจากนี้เขายังเคยปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่อง Salgira เมื่อปี 1969 ในขณะที่ยังเป็นเด็ก
ในด้านการศึกษา แม้ประวัติอย่างเป็นทางการจะระบุว่าเขาจบการศึกษาจาก Cadet College, Petaro และเคยศึกษาในอังกฤษ แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงและไม่ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน ซึ่งเคยกลายเป็นประเด็นทางกฎหมายเมื่อมีการกำหนดว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาต้องมีวุฒิการศึกษาระดับวิทยาลัย

ก้าวเข้าสู่โลกการเมืองผ่านความสัมพันธ์กับตระกูลบุตโต
เส้นทางการเมืองของซาร์ดารีเริ่มต้นอย่างไม่ราบรื่นนัก เขาเคยพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งสภาเขตที่เมืองนวับชาห์ในปี 1983 ก่อนจะหันไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาแต่งงานกับ เบนาซีร์ บุตโต ในปี 1987 ซึ่งการแต่งงานครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างสถานะทางสังคมและการเมืองให้กับเบนาซีร์ในขณะนั้น
เมื่อเบนาซีร์ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1988 ซาร์ดารีเริ่มมีบทบาทเบื้องหลัง แม้จะพยายามเลี่ยงการออกหน้าทางการเมืองในช่วงแรก แต่เขากลับถูกดึงเข้าไปพัวพันกับคดีทุจริตจำนวนมาก จนได้รับฉายาว่า "Mr. Ten Percent" จากข้อกล่าวหาที่ว่าเขาเรียกเก็บค่าคอมมิชชัน 10% จากโครงการต่างๆ ของรัฐ
ในช่วงรัฐบาลสมัยที่สองของเบนาซีร์ (ปี 1993-1996) ซาร์ดารีได้รับตำแหน่งสำคัญ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน และประธานสภาคุ้มครองสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งภายในครอบครัวบุตโตทวีความรุนแรงขึ้น จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่ มูร์ตาซา บุตโต น้องชายของเบนาซีร์ ถูกตำรวจวิสามัญในปี 1996 ซึ่งซาร์ดารีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง

มรสุมคดีความ การจองจำ และการลี้ภัย
ชีวิตของซาร์ดารีเต็มไปด้วยการขึ้นลงอย่างสุดขั้ว เขาถูกจับกุมและจำคุกหลายครั้งในข้อหาทุจริตและฆาตกรรม แม้ในขณะที่ถูกคุมขัง เขาก็ยังสามารถได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาแห่งชาติและวุฒิสภาได้
ในปี 1998 หนังสือพิมพ์ The New York Times ได้ตีพิมพ์รายงานฉบับสำคัญที่เปิดเผยการทุจริตมหาศาลของซาร์ดารี รวมถึงการรับเงินใต้โต๊ะจากสัญญาจัดซื้ออาวุธของฝรั่งเศส และการฟอกเงินผ่านบริษัทในต่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่การดำเนินคดีในหลายประเทศ ทั้งสวิตเซอร์แลนด์ สเปน และอังกฤษ
หลังจากถูกปล่อยตัวชั่วคราวในปี 2004 เขาได้ลี้ภัยไปยังดูไบและใช้ชีวิตสลับกับนิวยอร์กและลอนดอน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อเบนาซีร์ บุตโต ถูกลอบสังหารในวันที่ 27 ธันวาคม 2007 ทำให้เขาต้องเดินทางกลับสู่ปากีสถานอีกครั้ง

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีและการบริหารประเทศ
ภายหลังการเสียชีวิตของเบนาซีร์ ซาร์ดารีได้ก้าวขึ้นเป็นประธานร่วม (Co-chairperson) ของพรรคประชาชนปากีสถาน (PPP) และนำพรรคคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2008 เขาเป็นผู้นำในการกดดันให้ นายพลเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ ผู้นำทางทหารต้องลาออกจากตำแหน่ง และได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนที่ 11 ของปากีสถานในวันที่ 6 กันยายน 2008
ในสมัยแรก (2008–2013) ซาร์ดารีดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาในสงครามที่อัฟกานิสถาน แม้จะไม่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชน ผลงานสำคัญคือการผลักดัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 18 (Eighteenth Amendment) ในปี 2010 ซึ่งเป็นการลดอำนาจของประธานาธิบดีลงเพื่อให้ระบบรัฐสภามีความเข้มแข็งขึ้น
อย่างไรก็ตาม วาระการดำรงตำแหน่งของเขาถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการจัดการอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2010 และปัญหาการก่อการร้ายที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้คะแนนนิยมของเขาลดต่ำลงอย่างมากก่อนจะพ้นตำแหน่งในปี 2013
จนกระทั่งในปี 2024 ด้วยข้อตกลงร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลหลังการเลือกตั้งทั่วไป อาซิฟ อาลี ซาร์ดารี ได้รับเลือกให้กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งเป็นสมัยที่สอง (คนที่ 14) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2024

ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ตำแหน่งปัจจุบัน: ประธานาธิบดีคนที่ 14 ของปากีสถาน (ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 10 มีนาคม 2024)
- ประวัติการดำรงตำแหน่ง: เคยเป็นประธานาธิบดีคนที่ 11 (2008–2013)
- สังกัดพรรค: พรรคประชาชนปากีสถาน (Pakistan People's Party - PPP)
- จุดเด่น: ประมุขแห่งรัฐคนแรกที่เกิดหลังการประกาศเอกราชของปากีสถาน
- ความสัมพันธ์: สามีของอดีตนายกรัฐมนตรี เบนาซีร์ บุตโต
| ช่วงปี (ค.ศ.) | บทบาท/เหตุการณ์สำคัญ | สถานะ/ผลลัพธ์ |
|---|---|---|
| 1987 | แต่งงานกับเบนาซีร์ บุตโต | เข้าสู่แวดวงการเมืองระดับสูง |
| 1993–1996 | รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนและสิ่งแวดล้อม | เผชิญข้อกล่าวหาทุจริตและคดีมูร์ตาซา บุตโต |
| 1997–2004 | ถูกจำคุกและดำเนินคดีฟอกเงิน | ถูกตัดสินจำคุกในปากีสถานและสวิตเซอร์แลนด์ |
| 2008–2013 | ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี (สมัยที่ 1) | ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 18 |
| 2024–ปัจจุบัน | ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี (สมัยที่ 2) | กลับมาดำรงตำแหน่งผ่านข้อตกลงพรรคร่วมรัฐบาล |
คำถามที่พบบ่อย
อาซิฟ อาลี ซาร์ดารี มีความสำคัญอย่างไรต่อการเมืองปากีสถาน?
เขาเป็นบุคคลที่เชื่อมโยงอำนาจของตระกูลบุตโตเข้ากับโครงสร้างการเมืองสมัยใหม่ และเป็นประธานาธิบดีที่สามารถดำรงตำแหน่งจนครบวาระเป็นคนแรกของประเทศในสมัยแรก รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการปรับสมดุลอำนาจระหว่างประธานาธิบดีและรัฐสภา
ฉายา "Mr. Ten Percent" มีที่มาอย่างไร?
มาจากข้อกล่าวหาในช่วงรัฐบาลของเบนาซีร์ บุตโต ว่าซาร์ดารีใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกเก็บค่าคอมมิชชัน 10% จากผู้ที่ต้องการขออนุมัติโครงการหรือขอสินเชื่อจากรัฐบาล
การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 18 คืออะไร?
คือการเปลี่ยนแปลงกฎหมายสูงสุดของปากีสถานในปี 2010 เพื่อลดอำนาจเด็ดขาดของประธานาธิบดี (เช่น อำนาจในการยุบสภา) และกระจายอำนาจสู่จังหวัดต่างๆ มากขึ้น ซึ่งซาร์ดารีเป็นผู้ผลักดันในขณะดำรงตำแหน่ง
ซาร์ดารีกลับมาเป็นประธานาธิบดีในปี 2024 ได้อย่างไร?
เขากลับมาดำรงตำแหน่งผ่านข้อตกลงทางการเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2024 ซึ่งเป็นการประนีประนอมอำนาจระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ในปากีสถาน