Atif Dudaković นายพลผู้กุมชะตาพื้นที่ Bihać และข้อพิพาทอาชญากรรมสงคราม
Atif Dudaković คืออดีตนายพลชาวบอสเนียก์ (Bosniak) ผู้มีบทบาทสำคัญในกองทัพแห่งสาธารณรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา โดยเป็นที่รู้จักในฐานะผู้บัญชาการกองพลที่ 5 ซึ่งรับหน้าที่ปกป้องพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง Bihać ในช่วงวิกฤตการณ์สงครามบอสเนีย อย่างไรก็ตาม เส้นทางอาชีพทหารของเขาไม่ได้มีเพียงชัยชนะในสนามรบ แต่ยังเต็มไปด้วยข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกี่ยวกับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
เส้นทางสู่การเป็นนายพลและประสบการณ์ทางทหาร
Dudaković เกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1954 ที่หมู่บ้าน Orahova ใกล้กับเมือง Bosanska Gradiška เขาเริ่มต้นเส้นทางสายทหารด้วยการศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหารในเมือง Zadar และสำเร็จการศึกษาจาก Military Academy ในปี 1976 โดยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน ปืนใหญ่ (Artillery) ซึ่งเป็นอาวุธหนักที่ใช้ยิงสนับสนุนจากระยะไกล
ด้วยความรู้ความสามารถ เขาจึงได้รับโอกาสในการเป็นอาจารย์สอนวิชาปืนใหญ่ทั้งที่เมือง Zadar และในกรุงเบลเกรด ต่อมาในช่วงเริ่มต้นของสงครามประกาศเอกราชของโครเอเชียปี 1991 เขาได้ดำรงตำแหน่งผู้ดูแลด้านปืนใหญ่ของกองพลที่ 9 ในกองทัพประชาชนยูโกสลาเวีย (JNA) โดยทำงานภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรงของนายพล Ratko Mladić
บทบาทสำคัญในสงครามบอสเนียและการป้องกัน Bihać
เมื่อสงครามลุกลามเข้าสู่บอสเนีย Dudaković ได้ตัดสินใจเข้าร่วมกับกองทัพแห่งสาธารณรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา (ARBiH) และก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 5 เพื่อรับผิดชอบการป้องกันพื้นที่ Bihać ซึ่งในขณะนั้นตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง เนื่องจากถูกล้อมกรอบโดยศัตรูจากสามทิศทาง ได้แก่ กองทัพแห่งสาธารณรัฐเซิร์ปสกา, สาธารณรัฐเซิร์ป ครายินา และกองกำลังของ Fikret Abdić ซึ่งเป็นชาวบอสเนียก์ที่แปรพักตร์
ภายใต้การนำของเขา กองพลที่ 5 สามารถต้านทานการปิดล้อมไว้ได้จนถึงปี 1995 ก่อนจะทำการตีฝ่าวงล้อมและเข้ายึดเมืองสำคัญหลายแห่ง เช่น Bosanski Petrovac, Bosanska Krupa, Ključ และ Sanski Most ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในสมรภูมินั้น
ข้อกล่าวหาและคดีอาชญากรรมสงคราม
หลังสิ้นสุดสงคราม แม้เขาจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการร่วมของกองทัพสหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา แต่ชื่อเสียงของเขาก็ถูกสั่นคลอนด้วยหลักฐานทางวิดีโอ ในปี 2006 สถานีโทรทัศน์ของเซอร์เบียได้เผยแพร่คลิปที่ระบุว่า Dudaković สั่งให้ "เผาทุกอย่าง" ในหมู่บ้านของชาวเซิร์บระหว่างปฏิบัติการ Sana ปี 1995 รวมถึงภาพการประหารชีวิตพลเรือนชาวเซิร์บที่ยอมจำนน
Dudaković ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้โดยระบุว่ากองทัพไม่เคยได้รับคำสั่งให้ก่ออาชญากรรม และอ้างว่าวิดีโอดังกล่าวเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายเซอร์เบีย อย่างไรก็ตาม ในเดือนเมษายน 2018 เขาและสมาชิกกองพลที่ 5 อีก 12 คน ถูกจับกุมในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยถูกกล่าวหาว่าสังหารพลเรือนกว่า 300 ราย และทำลายโบสถ์ออร์โธดอกซ์ของชาวเซิร์บถึง 38 แห่ง ซึ่งคดีนี้ยังคงอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายและยังไม่มีคำตัดสินสิ้นสุด
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความเชี่ยวชาญ: เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปืนใหญ่และเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาทหาร
- ผลงานเด่น: นำกองพลที่ 5 ป้องกันพื้นที่ Bihać จากการถูกล้อมกรอบระหว่างปี 1992–1995
- ตำแหน่งสูงสุด: ยศพลโท (Lieutenant General) ในกองทัพบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
- ข้อกล่าวหา: ถูกฟ้องร้องในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากการสังหารพลเรือนและทำลายศาสนสถาน
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| วันเกิด | 2 ธันวาคม 1954 |
| สังกัดกองทัพ | JNA (1976–1992), ARBiH (หลัง 1992) |
| ยศสูงสุด | พลโท (Lieutenant General) |
| หน่วยบัญชาการหลัก | ผู้บัญชาการกองพลที่ 5 (5th Corps) |
| สถานะทางกฎหมาย | ถูกฟ้องร้องในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (ปี 2018) |
คำถามที่พบบ่อย
Atif Dudaković มีบทบาทอย่างไรในสงครามบอสเนีย?
เขาเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 5 ของกองทัพบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา โดยมีหน้าที่หลักในการป้องกันพื้นที่ Bihać จากการถูกล้อมโดยกองกำลังฝ่ายตรงข้ามหลายกลุ่ม และสามารถนำทัพตีฝ่าวงล้อมได้ในปี 1995
ทำไมเขาถึงถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมสงคราม?
เขาถูกกล่าวหาว่าสั่งการหรือปล่อยให้มีการสังหารพลเรือนชาวเซิร์บและชาวบอสเนียก์ที่ภักดีต่อ Fikret Abdić รวมถึงการทำลายโบสถ์ออร์โธดอกซ์จำนวนมาก โดยมีหลักฐานเป็นคำให้การของพยาน วิดีโอ และหลักฐานจากการขุดค้นศพ
เขาเคยทำงานร่วมกับ Ratko Mladić หรือไม่?
ใช่ ในช่วงปี 1991 ระหว่างสงครามประกาศเอกราชของโครเอเชีย Dudaković เคยดำรงตำแหน่งผู้ดูแลด้านปืนใหญ่ของกองพลที่ 9 ในกองทัพประชาชนยูโกสลาเวีย (JNA) ซึ่งขึ้นตรงต่อการบังคับบัญชาของนายพล Ratko Mladić
ปัจจุบันคดีความของเขามีผลสรุปอย่างไร?
แม้จะมีการสั่งฟ้องอย่างเป็นทางการในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติเมื่อเดือนตุลาคม 2018 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการประกาศคำตัดสินสุดท้ายของศาลในคดีนี้