Barbara Barrett ผู้หญิงแกร่งแห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ และเส้นทางสู่ความสำเร็จระดับโลก
Barbara Barrett คือบุคคลต้นแบบที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญหลากหลายด้านเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เธอไม่ได้เป็นเพียงนักธุรกิจหญิงและทนายความที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังเป็นนักการทูตและผู้บริหารระดับสูงที่เคยนำทัพหน่วยงานความมั่นคงที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง กระทรวงกองทัพอากาศสหรัฐฯ (Department of the Air Force) ซึ่งครอบคลุมทั้งกองทัพอากาศและกองทัพอวกาศสหรัฐฯ

เส้นทางอาชีพและการก้าวสู่ตำแหน่งระดับสูง
ในด้านการเมืองและการทูต Barrett ได้สร้างผลงานโดดเด่นในหลายบทบาท โดยเธอได้รับความไว้วางใจจากประธานาธิบดี George W. Bush ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศฟินแลนด์ ในช่วงปี 2008-2009 นอกจากนี้เธอยังมีบทบาทสำคัญในฐานะที่ปรึกษาอาวุโสของคณะผู้แทนสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ และเป็นสมาชิกของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations)
จุดสูงสุดในสายงานความมั่นคงเกิดขึ้นเมื่อประธานาธิบดี Donald Trump เสนอชื่อเธอให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพอากาศสหรัฐฯ คนที่ 25 ซึ่งเธอได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 85 ต่อ 7 เสียง และปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2019 จนถึง 20 มกราคม 2021

ความหลงใหลในโลกการบินและอวกาศ
สิ่งที่ทำให้ Barrett แตกต่างจากผู้บริหารทั่วไปคือความหลงใหลในด้านการบิน เธอเป็น นักบินที่ได้รับใบอนุญาตการบินด้วยเครื่องวัดประกอบการบิน (Instrument-rated pilot) และสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะพลเรือนหญิงคนแรกที่ได้ลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินด้วยเครื่องบินขับไล่ F/A-18 Hornet (ในตำแหน่งที่นั่งด้านหลัง)
ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2009 เธอได้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นนักบินอวกาศที่ Star City ประเทศรัสเซีย และได้รับเลือกให้เป็นผู้ร่วมเดินทางสำรองในภารกิจ Soyuz TMA-16 เพื่อเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง
การศึกษาและการอุทิศตนเพื่อสังคม
Barrett สำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัย Arizona State (ASU) โดยคว้าปริญญาถึง 3 ใบ ได้แก่ ปริญญาตรีด้านศิลปศาสตร์, ปริญญาโทด้านการบริหารรัฐกิจ (สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ) และปริญญานิติศาสตรดุษฎี (Juris Doctor) ซึ่งเป็นวุฒิทางกฎหมายระดับสูงสุด
เธอยังเป็นผู้สนับสนุนการศึกษาอย่างแรงกล้า โดยเธอและสามี Craig Barrett อดีต CEO ของ Intel ได้บริจาคเงินจำนวน 10 ล้านดอลลาร์ให้กับ ASU ส่งผลให้วิทยาลัยเกียรตินิยมของมหาวิทยาลัยได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น "The Craig and Barbara Barrett Honors College" เพื่อเป็นเกียรติแก่การสนับสนุนในครั้งนี้
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ตำแหน่งสูงสุด: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพอากาศสหรัฐฯ คนที่ 25 (2019–2021)
- ประสบการณ์การทูต: อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำฟินแลนด์
- ความสามารถพิเศษ: นักบินพลเรือน และเคยฝึกเป็นนักบินอวกาศที่รัสเซีย
- การศึกษา: จบการศึกษาระดับปริญญาตรี โท และกฎหมาย จาก Arizona State University
- บทบาททางธุรกิจ: อดีตประธาน Aerospace Corporation และเจ้าของ Triple Creek Guest Ranch
| ช่วงเวลา / ด้าน | รายละเอียดสำคัญ |
|---|---|
| การเมือง/ความมั่นคง | รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพอากาศสหรัฐฯ (2019-2021) |
| การทูต | เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำฟินแลนด์ (2008-2009) |
| การบิน | นักบิน Instrument-rated และพลเรือนหญิงคนแรกที่ลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินด้วย F/A-18 |
| การศึกษา | BA, MA, JD จาก Arizona State University |
| รางวัลเกียรติยศ | ได้รับรางวัลจาก FAA และเหรียญรางวัลการบริการสาธารณะดีเด่นจากกระทรวงกลาโหม |
คำถามที่พบบ่อย
Barbara Barrett ดำรงตำแหน่งอะไรในกองทัพอากาศสหรัฐฯ?
เธอเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพอากาศสหรัฐฯ คนที่ 25 โดยดูแลทั้งกองทัพอากาศ (U.S. Air Force) และกองทัพอวกาศ (U.S. Space Force)
เธอมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับวงการการบินและอวกาศ?
เธอเป็นนักบินที่มีใบอนุญาตการบินด้วยเครื่องวัดประกอบการบิน เคยฝึกเป็นนักบินอวกาศที่ Star City ประเทศรัสเซีย และเป็นพลเรือนหญิงคนแรกที่ลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินด้วยเครื่องบิน F/A-18 Hornet
บทบาททางการทูตที่สำคัญที่สุดของเธอคืออะไร?
เธอเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศฟินแลนด์ ในช่วงปี 2008 ถึง 2009 ภายใต้การนำของประธานาธิบดี George W. Bush
เธอมีส่วนช่วยสนับสนุนด้านการศึกษาอย่างไร?
เธอและสามีได้บริจาคเงิน 10 ล้านดอลลาร์ให้กับมหาวิทยาลัย Arizona State ซึ่งทำให้วิทยาลัยเกียรตินิยมของที่นั่นถูกตั้งชื่อตามชื่อของทั้งคู่ว่า "The Craig and Barbara Barrett Honors College"
นอกจากงานราชการแล้ว เธอทำอาชีพอะไรอีกบ้าง?
เธอเป็นนักธุรกิจหญิง เจ้าของและ CEO ของ Triple Creek Guest Ranch รวมถึงเคยเป็นหุ้นส่วนในบริษัทกฎหมายขนาดใหญ่ในฟีนิกซ์ และเป็นผู้บริหารในบริษัทระดับ Fortune 500 ถึงสองแห่งก่อนอายุ 30 ปี