Ben Howard ศิลปินโฟล์กผู้สร้างสรรค์ดนตรีจากจิตวิญญาณและการเดินทางของชีวิต
หากพูดถึงศิลปินผู้มีเอกลักษณ์โดดเด่นในการผสมผสานดนตรี Folk (ดนตรีพื้นบ้าน) เข้ากับกลิ่นอายร่วมสมัย ชื่อของ Ben Howard หรือ Benjamin John Howard คือหนึ่งในชื่อที่ผู้รักเสียงเพลงทั่วโลกนึกถึง เขาไม่ได้เป็นเพียงนักร้องนักแต่งเพลง แต่ยังเป็นคอมโพเซอร์และนักดนตรีชาวอังกฤษที่นำพาผู้ฟังเดินทางผ่านห้วงอารมณ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ความอบอุ่นของธรรมชาติไปจนถึงความหม่นลึกของจิตใจ
จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจจากครอบครัว
Ben Howard เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน 1987 ที่เมืองริชมอนด์ ลอนดอน ก่อนจะย้ายไปเติบโตที่เมืองท็อตเนส ในมณฑลเดวอน ซึ่งสภาพแวดล้อมและครอบครัวที่มีใจรักในดนตรีมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการหล่อหลอมตัวตนของเขา เขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากศิลปินระดับตำนานในยุค 60 และ 70 เช่น Joni Mitchell, Van Morrison และ Simon & Garfunkel
เขาเริ่มเขียนเพลงตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยเริ่มต้นจากการเล่นกีตาร์เพื่อถ่ายทอดจินตนาการและความรู้สึกในช่วงวัยรุ่น แม้ในช่วงแรกเขาจะลองเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆ เช่น กลองและคอนทราเบส (Contrabass - เครื่องสายขนาดใหญ่ที่มีเสียงต่ำที่สุดในตระกูลเครื่องสาย) แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจมุ่งเน้นไปที่กีตาร์เป็นหลัก ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานจนถึงปัจจุบัน
เส้นทางสายดนตรีของเขาเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงที่ศึกษาด้านวารสารศาสตร์ที่ Falmouth College of Arts โดยเขาตัดสินใจลาออกก่อนเรียนจบเพียง 6 เดือน เพื่อทุ่มเทให้กับการทำเพลงแนว Melodic Rootsy Folk ซึ่งเป็นดนตรีโฟล์กที่มีท่วงทำนองไพเราะและมีรากเหง้าทางวัฒนธรรม แต่แฝงไปด้วยเนื้อหาที่เริ่มมีความหม่นและลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ
เส้นทางสู่ความสำเร็จและผลงานระดับโลก
Ben เริ่มต้นจากการปล่อย EP (Extended Play - อัลบั้มขนาดสั้นที่มีจำนวนเพลงน้อยกว่าอัลบั้มเต็ม) ด้วยตัวเอง เช่น Games in the Dark (2008) และ Old Pine (2010) จนกระทั่งได้เซ็นสัญญากับค่าย Island Records และออกอัลบั้มเต็มชุดแรก Every Kingdom ในปี 2011 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยขึ้นถึงอันดับ 4 ของชาร์ตอัลบั้มในสหราชอาณาจักร และได้รับการรับรองระดับ Triple Platinum
ความสามารถของเขาเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยในปี 2013 เขาคว้า 2 รางวัลจากเวที Brit Awards ได้แก่ สาขาศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม (British Male Solo Artist) และสาขาศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (British Breakthrough Act) นอกจากนี้เขายังได้ขึ้นแสดงบนเวที Pyramid Stage ในเทศกาลดนตรี Glastonbury ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก
ผลงานชุดที่สอง I Forget Where We Were (2014) ยิ่งตอกย้ำความสำเร็จด้วยการทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ของ UK Albums Chart โดยอัลบั้มนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางดนตรีที่มุ่งเน้นความหม่นและเข้มข้นมากขึ้น

วิวัฒนาการทางดนตรีและบททดสอบของชีวิต
ในช่วงปี 2017 Ben ได้ร่วมก่อตั้งวง A Blaze of Feather ร่วมกับเพื่อนนักดนตรีอีก 5 คน เพื่อทดลองแนวทางดนตรีใหม่ๆ ก่อนจะกลับมาออกอัลบั้มเดี่ยวชุดที่สาม Noonday Dream (2018) และชุดที่สี่ Collections from the Whiteout (2021) ซึ่งชุดหลังนี้เขาได้ร่วมงานกับ Aaron Dessner จากวง The National โดยบันทึกเสียงที่สตูดิโอ Long Pond ในนิวยอร์ก
อย่างไรก็ตาม ในปี 2022 Ben ต้องเผชิญกับวิกฤตสุขภาพครั้งใหญ่เมื่อเขาเกิดอาการ TIA (Transient Ischemic Attack) หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวถึงสองครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความจำและการพูด ประสบการณ์เฉียดตายนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในอัลบั้มชุดที่ห้า Is It? (2023) ที่สะท้อนถึงความเปราะบางของชีวิตและการเริ่มต้นใหม่
เอกลักษณ์ทางดนตรีและเทคนิคเฉพาะตัว
สิ่งที่ทำให้ Ben Howard แตกต่างจากนักดนตรีโฟล์กทั่วไปคือเทคนิคการเล่นกีตาร์ที่ซับซ้อน เขาถนัดเล่นกีตาร์แบบมือซ้าย และมักใช้การตั้งสายแบบพิเศษ (Alternate Tunings) เช่น CGCGGC หรือ DADGAD เพื่อสร้างเสียงที่แปลกใหม่ รวมถึงการใช้ Partial Capo เพื่อให้ได้โน้ตเสียงเบสหรือเสียงฮาร์มอนิกที่หาไม่ได้จากการตั้งสายปกติ
นอกจากนี้ เขายังมีสไตล์การดีดที่เรียกว่า "Pick and Go" ซึ่งเป็นการผสมผสานการดีดสายเข้ากับการเคาะตัวกีตาร์ให้เกิดจังหวะแบบเครื่องเคาะ (Percussive Strumming) โดยได้รับอิทธิพลมาจาก John Smith นักดนตรีโฟล์กร่วมสมัย
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- แนวเพลง: ครอบคลุมตั้งแต่ Folk, Indie Folk, Folktronica ไปจนถึง Ambient และ Experimental Rock
- ความสำเร็จสูงสุด: อัลบั้ม I Forget Where We Were ครองอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักรและสกอตแลนด์
- รางวัลการันตี: ชนะรางวัล Brit Awards 2 สาขาในปี 2013 และรางวัล Ivor Novello สำหรับเพลง "Nica Libres at Dusk"
- ความสนใจส่วนตัว: เป็นนักโต้คลื่นตัวยง และเป็นแฟนบอลตัวจริงของสโมสรลิเวอร์พูล (Liverpool F.C.)
- เกียรติประวัติท้องถิ่น: ได้รับเลือกให้ปรากฏบนธนบัตรมูลค่า 10 ปอนด์ของเมืองท็อตเนส (Totnes pound note) ในปี 2014
| ปีที่ปล่อย | ชื่ออัลบั้ม | จุดเด่น/ความสำเร็จ |
|---|---|---|
| 2011 | Every Kingdom | อัลบั้มเดบิวต์, ได้รับการรับรอง Triple Platinum (BPI) |
| 2014 | I Forget Where We Were | ขึ้นอันดับ 1 บน UK Albums Chart |
| 2018 | Noonday Dream | เปิดตัวอันดับ 4 บน UK Albums Chart |
| 2021 | Collections from the Whiteout | โปรดิวซ์โดย Aaron Dessner, บันทึกเสียงที่นิวยอร์ก |
| 2023 | Is It? | ถ่ายทอดประสบการณ์หลังเผชิญภาวะ TIA |
คำถามที่พบบ่อย
Ben Howard มีสไตล์การเล่นกีตาร์ที่โดดเด่นอย่างไร?
เขามีเทคนิคการดีดแบบ "Pick and Go" ซึ่งเป็นการเล่นแบบ Percussive หรือการใช้ตัวกีตาร์เป็นเครื่องเคาะจังหวะไปพร้อมกับการดีดสาย และมักใช้การตั้งสายแบบพิเศษ (Alternate Tunings) เพื่อสร้างบรรยากาศของเสียงที่แตกต่างจากมาตรฐาน
อัลบั้มชุดไหนของ Ben Howard ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในด้านชาร์ตเพลง?
อัลบั้ม I Forget Where We Were ประสบความสำเร็จสูงสุดโดยสามารถขึ้นถึงอันดับ 1 ของชาร์ตอัลบั้มในสหราชอาณาจักรและสกอตแลนด์ รวมถึงติดอันดับ Top 10 ในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
ภาวะสุขภาพที่ Ben Howard เผชิญส่งผลต่อผลงานเพลงอย่างไร?
การเกิดภาวะ TIA (Transient Ischemic Attack) หรือสมองขาดเลือดชั่วคราวในปี 2022 ส่งผลกระทบต่อการพูดและความจำของเขา ซึ่งประสบการณ์นี้กลายเป็นแกนหลักในการสร้างสรรค์อัลบั้ม Is It? (2023) และทำให้เขาตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่
Ben Howard เคยร่วมงานกับศิลปินคนอื่นหรือไม่?
เขาเคยร่วมงานกับ Aaron Dessner จากวง The National ในอัลบั้ม Collections from the Whiteout และเคยเป็นสมาชิกวง A Blaze of Feather รวมถึงเคยร่วมแสดงสดกับวง Angus & Julia Stone ในปารีส
เพลงของ Ben Howard เคยถูกนำไปใช้ในซีรีส์เรื่องใดบ้าง?
เพลงของเขาถูกนำไปใช้ในซีรีส์ชื่อดังหลายเรื่อง เช่น The 100 (เพลง Promise), House (เพลง Promise), The Walking Dead และ The Following (เพลง Oats in the Water) รวมถึงในตัวอย่างเกม The Witcher 3: Wild Hunt