← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Bonnie J. Dunbar วิศวกรหญิงผู้บุกเบิกและอดีตนักบินอวกาศ NASA ผู้สร้างตำนาน 5 ภารกิจ

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Bonnie J. Dunbar วิศวกรหญิงผู้บุกเบิกและอดีตนักบินอวกาศ NASA ผู้สร้างตำนาน 5 ภารกิจ

Bonnie J. Dunbar วิศวกรหญิงผู้บุกเบิกและอดีตนักบินอวกาศ NASA ผู้สร้างตำนาน 5 ภารกิจ ในโลกของการสำรวจอวกาศที่มีการแข่งขันสูง Bonnie J. Dunbar คือหนึ่งในผู้หญิงที่พิสูจน์ให…

Bonnie J. Dunbarนักบินอวกาศ NASAวิศวกรรมการบินและอวกาศกระสวยอวกาศ

Bonnie J. Dunbar วิศวกรหญิงผู้บุกเบิกและอดีตนักบินอวกาศ NASA ผู้สร้างตำนาน 5 ภารกิจ

ในโลกของการสำรวจอวกาศที่มีการแข่งขันสูง Bonnie J. Dunbar คือหนึ่งในผู้หญิงที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความมุ่งมั่นและพื้นฐานทางวิศวกรรมที่แข็งแกร่งสามารถนำพาเธอไปสู่จุดสูงสุดของอาชีพได้ เธอไม่เพียงแต่เป็นอดีตนักบินอวกาศของ NASA ที่เดินทางไปในอวกาศถึง 5 ครั้ง แต่ยังเป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันความร้อนของกระสวยอวกาศอีกด้วย

Content image

เส้นทางชีวิตจากฟาร์มสู่ห้วงอวกาศ

Bonnie เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1949 ที่เมืองซันนีไซด์ รัฐวอชิงตัน เธอเติบโตมาในครอบครัวเกษตรกรและมีความผูกพันกับเครื่องจักรกลตั้งแต่เด็ก โดยสามารถขับรถแทรกเตอร์ได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ความหลงใหลในวิทยาศาสตร์ของเธอเริ่มต้นจากการเฝ้ามองดาวเทียม Sputnik และการอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ของ H.G. Wells และ Jules Verne ซึ่งจุดประกายความฝันที่อยากจะสร้างยานอวกาศในอนาคต

แม้ในสมัยเรียนจะเผชิญกับอคติทางเพศ โดยที่ครูแนะแนวแนะนำให้เธอแต่งงานกับเกษตรกรแทนการเรียนต่อด้านวิศวกรรม แต่ Bonnie ไม่ยอมแพ้ เธอเลือกเดินตามความฝันโดยเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน และเปลี่ยนสาขาจากวิศวกรรมการบินมาเป็น วิศวกรรมเซรามิก (Ceramics Engineering) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยวัสดุเซรามิกทนความร้อนสูง ตามคำแนะนำของคณบดีที่กำลังทำโครงการวิจัยร่วมกับ NASA

Content image

ความสำเร็จในสายงานวิศวกรรมและก้าวแรกสู่ NASA

ก่อนจะกลายเป็นนักบินอวกาศ Bonnie ได้สร้างผลงานโดดเด่นในฐานะวิศวกรวิจัยอาวุโสที่ Rockwell International โดยเธอเป็นผู้ออกแบบอุปกรณ์และกระบวนการผลิต แผ่นกระเบื้องเซรามิก (Ceramic Tiles) ซึ่งเป็นระบบป้องกันความร้อน (Thermal Protection System) ที่สำคัญยิ่งสำหรับกระสวยอวกาศ เพื่อให้ยานสามารถทนความร้อนมหาศาลขณะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกได้

ในปี 1978 เธอเข้าร่วมงานกับ NASA ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินและเจ้าหน้าที่บรรทุกสัมภาระ (Payload Officer) โดยมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการนำยาน Skylab กลับเข้าสู่โลกในปี 1979 ต่อมาในปี 1980 เธอได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้สมัครนักบินอวกาศกลุ่มที่ 9 ของ NASA และได้ผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มข้นจนกลายเป็นนักบินอวกาศเต็มตัวในปี 1981

บันทึกการเดินทางในห้วงอวกาศ 5 ภารกิจ

ตลอดอาชีพนักบินอวกาศ Bonnie ได้ปฏิบัติภารกิจบนกระสวยอวกาศรวม 5 ครั้ง ระหว่างปี 1985 ถึง 1998 โดยใช้เวลารวมในอวกาศกว่า 50 วัน ซึ่งแต่ละภารกิจมีความสำคัญแตกต่างกัน ดังนี้:

  • STS-61-A: ภารกิจที่มีลูกเรือมากที่สุดในประวัติศาสตร์ (8 คน) โดยเธอรับผิดชอบการดำเนินงานของ Spacelab และการทดลองทางวิทยาศาสตร์กว่า 75 รายการ
  • STS-32: ภารกิจกู้คืนดาวเทียม LDEF (Long Duration Exposure Facility) เพื่อศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในวงโคจรต่ำของโลก
  • STS-50: ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บัญชาการบรรทุกสัมภาระ (Payload Commander) ในห้องปฏิบัติการไมโครกราวิตี้ของสหรัฐฯ (USML-1)
  • STS-71: ภารกิจประวัติศาสตร์ที่กระสวยอวกาศเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศ Mir ของรัสเซียเป็นครั้งแรก
  • STS-89: ภารกิจสุดท้ายที่นำอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และเสบียงจำนวนมากไปส่งยังสถานีอวกาศ Mir
Content image

นอกจากภารกิจในอวกาศ เธอยังมีความสามารถทางภาษาที่โดดเด่น โดยได้ฝึกฝนภาษาเยอรมันเพื่อประสานงานภารกิจ Spacelab D-1 และต้องเรียนภาษารัสเซียอย่างหนักเพื่อเตรียมตัวเป็นนักบินสำรองสำหรับสถานีอวกาศ Mir ซึ่งต้องผ่านการทดสอบปากเปล่าเป็นภาษารัสเซียทั้งหมดเพื่อให้ได้รับการรับรอง

Content image

บทบาทหลังเกษียณและการส่งต่อความรู้ด้าน STEM

หลังจากเกษียณจาก NASA ในปี 2005 Bonnie ได้อุทิศตนให้กับการศึกษา โดยดำรงตำแหน่งประธานและ CEO ของ Museum of Flight ในซีแอตเทิล เธอได้ผลักดันโครงการ STEM (Science, Technology, Engineering, and Mathematics) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน โดยขยายโปรแกรมการเรียนรู้ให้เข้าถึงนักเรียนได้เกือบ 140,000 คนต่อปี

นอกจากนี้ เธอยังได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะอาจารย์และผู้บริหารด้านการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮิวสตัน และมหาวิทยาลัย Texas A&M โดยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมการบินและอวกาศ และผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการศึกษาและนวัตกรรมทางวิศวกรรม (IEEI)

Content image

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • จำนวนภารกิจ: บินสู่อวกาศทั้งหมด 5 ครั้ง (STS-61-A, STS-32, STS-50, STS-71, STS-89)
  • เวลาในอวกาศ: รวม 50 วัน 8 ชั่วโมง 24 นาที
  • ความเชี่ยวชาญ: วิศวกรรมเซรามิกและการป้องกันความร้อนของยานอวกาศ
  • การศึกษา: ปริญญาเอก (PhD) ด้านวิศวกรรมเครื่องกล/ชีวการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยฮิวสตัน
  • ผลงานเด่น: ออกแบบกระเบื้องทนความร้อนให้กระสวยอวกาศ และผลักดันการศึกษา STEM ในเยาวชน
สรุปประวัติและผลงานของ Bonnie J. Dunbar
หัวข้อ รายละเอียด
การศึกษา BS, MS (University of Washington), PhD (University of Houston)
ประสบการณ์ทำงานหลัก Rockwell International, NASA, Museum of Flight, Texas A&M University
ความสำเร็จทางวิศวกรรม Engineer of the Year 1978 (Rockwell International)
ทักษะพิเศษ นักบินส่วนบุคคล, พูดภาษาเยอรมันและรัสเซีย (ระดับปฏิบัติการอวกาศ)
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Bonnie J. Dunbar มีบทบาทสำคัญอย่างไรในการสร้างกระสวยอวกาศ?

เธอเป็นวิศวกรวิจัยอาวุโสที่ Rockwell International โดยรับผิดชอบการออกแบบอุปกรณ์และกระบวนการผลิตแผ่นกระเบื้องเซรามิกที่ใช้ในระบบป้องกันความร้อน ซึ่งช่วยให้กระสวยอวกาศไม่ถูกเผาไหม้ขณะกลับเข้าสู่โลก

ภารกิจใดที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพนักบินอวกาศของเธอ?

ภารกิจ STS-71 และ STS-89 มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นการเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศ Mir ของรัสเซีย ซึ่งต้องใช้การฝึกฝนทางภาษาและวัฒนธรรมที่เข้มข้น รวมถึงการประสานงานระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย

เธอเผชิญกับอุปสรรคด้านเพศสภาพอย่างไรบ้างในสมัยนั้น?

เธอถูกครูแนะแนวแนะนำให้เป็นแม่บ้านแทนการเป็นวิศวกร และในบางภารกิจ เช่น Spacelab D-1 ทางเยอรมนีเคยมีความกังวลในการส่งผู้หญิงไปปฏิบัติหน้าที่เนื่องจากอุปกรณ์บางอย่างไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสรีระของผู้หญิง

หลังเกษียณจาก NASA เธอทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง?

เธอเน้นการพัฒนาการศึกษาด้าน STEM โดยเป็นผู้บริหาร Museum of Flight และเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กนักเรียนระดับมัธยมปลายได้เข้าถึงความรู้ด้านการบินและอวกาศ

งานวิจัยระดับปริญญาเอกของเธอเกี่ยวข้องกับอะไร?

เธอศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของสภาวะจำลองไร้น้ำหนัก (Antiorthostatic Kinesia) ที่มีต่อความแข็งแรงของกระดูกต้นขาในหนูสายพันธุ์ Sprague Dawley เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของมวลกระดูกในอวกาศ