Brian Kidd ตำนานกองหน้าและโค้ชผู้เบื้องหลังความสำเร็จของสโมสรยักษ์ใหญ่
ในโลกของฟุตบอลอังกฤษ ชื่อของ Brian Kidd เป็นที่รู้จักทั้งในฐานะดาวยิงผู้เฉียบคมและโค้ชผู้มีประสบการณ์สูง เขาคือหนึ่งในผู้เล่นที่สร้างประวัติศาสตร์คว้าถ้วยยุโรปใบใหญ่ที่สุด และต่อมาได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการปั้นนักเตะระดับโลกหลายคนให้แจ้งเกิดในวงการ
เส้นทางค้าแข้ง: จากดาวรุ่งปีศาจแดงสู่ดาวยิงพรีเมียร์ลีก
Brian Kidd เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับ Manchester United โดยเข้าสู่ระบบอะคาเดมีในปี 1964 ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในอีกสองปีต่อมา จุดสูงสุดในช่วงแรกของเขาเกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศ European Cup ปี 1968 ซึ่ง Kidd ทำประตูได้ในวันเกิดครบรอบ 19 ปี ช่วยให้ทีมเอาชนะ Benfica ไป 4-1 โดยตลอดเวลาที่อยู่กับทีม เขาลงสนามในลีกไปถึง 203 นัด และทำได้ 52 ประตู

หลังจากปี 1974 เขาได้ย้ายไปร่วมทีม Arsenal ด้วยค่าตัว 110,000 ปอนด์ และสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นทันที โดยเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมในฤดูกาล 1974-75 ด้วยผลงาน 19 ประตูจาก 40 นัด ก่อนจะย้ายไปร่วมทีม Manchester City ในปี 1976 ซึ่งเขายังคงรักษามาตรฐานการทำประตูได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการทำประตูใส่ทีมเก่าอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด
ในช่วงท้ายของอาชีพนักเตะ Kidd ได้ย้ายไปเล่นให้กับ Everton และ Bolton Wanderers ก่อนจะข้ามฟากไปหาความท้าทายใหม่ในสหรัฐอเมริกากับลีก NASL (North American Soccer League) โดยร่วมทีม Atlanta Chiefs, Fort Lauderdale Strikers และ Minnesota Strikers ซึ่งเขายังคงทำประตูได้อย่างถล่มทลายก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดในปี 1984
บทบาทผู้จัดการทีมและโค้ช: ผู้สร้าง Class of '92
หลังเลิกเล่น Kidd ผันตัวมาเป็นโค้ช โดยเริ่มที่ Barrow และ Preston North End แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการกลับมาที่ Manchester United ในปี 1988 ภายใต้การนำของ Sir Alex Ferguson ในฐานะโค้ชทีมเยาวชน เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการเจียระไนเพชรเม็ดงามอย่าง Ryan Giggs, David Beckham, Paul Scholes และ Gary Neville หรือที่รู้จักกันในนาม Class of '92
ต่อมาเขาได้รับโปรโมตเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม และร่วมนำทัพปีศาจแดงคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและถ้วยรางวัลสำคัญมากมายในช่วงทศวรรษ 90 อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของเขากับ Ferguson เกิดรอยร้าวหลังจาก Ferguson เขียนวิจารณ์การตัดสินใจด้านฟุตบอลของ Kidd ในหนังสืออัตชีวประวัติ ซึ่งนำไปสู่การแยกทางกันในเวลาต่อมา
Kidd ยังได้สัมผัสงานบริหารทีมในฐานะผู้จัดการทีมเต็มตัวกับ Blackburn Rovers แม้จะเริ่มต้นได้ดีจนได้รับรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถพาทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้ นอกจากนี้เขายังเคยรับหน้าที่ผู้ช่วยผู้จัดการทีมชาติอังกฤษภายใต้ Sven-Göran Eriksson และกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งกับ Manchester City ในฐานะผู้ช่วยของ Roberto Mancini และ Pep Guardiola โดยมีส่วนร่วมในแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2011-12 ที่จบลงอย่างดราม่าที่สุดในประวัติศาสตร์
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความสำเร็จสูงสุดในฐานะผู้เล่น: คว้าแชมป์ European Cup ปี 1968 กับ Manchester United
- ผลงานการทำประตู: ลงเล่นรวม 545 นัด ทำได้ 215 ประตูในระดับสโมสร
- บทบาทโค้ช: เป็นผู้ปั้นนักเตะกลุ่ม Class of '92 ของแมนฯ ยูไนเต็ด
- ประสบการณ์ทีมชาติ: ติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ 2 นัดในปี 1970 และทำได้ 1 ประตู
- การต่อสู้ส่วนตัว: เคยต้องพักงานโค้ชทีมชาติอังกฤษในปี 2004 เพื่อเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก
| สโมสร | จำนวนนัด | ประตู |
|---|---|---|
| Manchester United | 203 | 52 |
| Arsenal | 77 | 30 |
| Manchester City | 98 | 44 |
| Everton | 40 | 12 |
| Bolton Wanderers | 43 | 14 |
| ทีมในสหรัฐฯ (NASL) | 83 | 63 |
คำถามที่พบบ่อย
Brian Kidd มีความสำคัญอย่างไรต่อ Manchester United?
เขามีความสำคัญสองด้าน คือในฐานะผู้เล่นที่ช่วยทีมคว้าแชมป์ยุโรปปี 1968 และในฐานะโค้ชเยาวชนที่ปั้นนักเตะระดับตำนานอย่าง Class of '92 ให้ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีม
ทำไม Brian Kidd ถึงมีปัญหากับ Sir Alex Ferguson?
เกิดจากความขัดแย้งในมุมมองการซื้อตัวผู้เล่น (กรณี Dwight Yorke) และการที่ Sir Alex เขียนวิจารณ์บุคลิกภาพและความมั่นใจของ Kidd ในหนังสืออัตชีวประวัติของตนเอง
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขาในฐานะโค้ชคืออะไร?
นอกจากการปั้นเยาวชนแล้ว เขาคือผู้ช่วยผู้จัดการทีมที่ร่วมสร้างความสำเร็จให้ Manchester City คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 44 ปี เมื่อฤดูกาล 2011-12
Brian Kidd เคยเล่นให้ทีมใดบ้างในสหรัฐอเมริกา?
เขาเคยร่วมงานกับทีม Atlanta Chiefs, Fort Lauderdale Strikers และ Minnesota Strikers ในลีก NASL ซึ่งเขาสามารถทำประตูได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงเวลาดังกล่าว