← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
David Adger ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์และกลไกทางไวยากรณ์ของมนุษย์

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

David Adger ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์และกลไกทางไวยากรณ์ของมนุษย์

David Adger ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์และกลไกทางไวยากรณ์ของมนุษย์ David Adger คือศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลแห่ง Queen Mary University of London ผู้ซึ่งอุทิศตน…

David Adgerภาษาศาสตร์ไวยากรณ์Syntax

David Adger ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์และกลไกทางไวยากรณ์ของมนุษย์

David Adger คือศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลแห่ง Queen Mary University of London ผู้ซึ่งอุทิศตนให้กับการศึกษาความสามารถของมนุษย์ในด้าน Syntax หรือ วากยสัมพันธ์ (การศึกษาโครงสร้างและการจัดเรียงคำในประโยค) นอกจากบทบาททางวิชาการแล้ว เขายังเคยดำรงตำแหน่งประธานของสมาคมภาษาศาสตร์แห่งบริเตนใหญ่ (Linguistics Association of Great Britain) ในช่วงปี 2015 ถึง 2020 อีกด้วย

Content image

เส้นทางสู่โลกแห่งภาษาและการศึกษา

ความหลงใหลในภาษาของ Adger เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากการอ่านวรรณกรรมเรื่อง A Wizard of Earthsea ของ Ursula K. Le Guin และเมื่ออายุ 16 ปี เขาได้แสดงความมุ่งมั่นด้วยการนำเงินรางวัลจากการแข่งขันของโรงเรียนที่จัดโดย University of St Andrews ไปซื้อหนังสือ Aspects of the Theory of Syntax ของ Noam Chomsky นักภาษาศาสตร์ชื่อดังระดับโลก

ในด้านการศึกษา Adger สำเร็จการศึกษาด้านภาษาศาสตร์และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) จาก University of Edinburgh ซึ่งเขาถือว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิต จากนั้นเขาได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์พุทธิปัญญา (Cognitive Science) และคว้าปริญญาเอกในปี 1994 ภายใต้การดูแลของ Elisabet Engdahl โดยมีวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ "Functional heads and interpretation" ซึ่งมุ่งเน้นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างวากยสัมพันธ์และอรรถศาสตร์ (Semantics หรือการศึกษาความหมายของภาษา)

ความก้าวหน้าทางวิชาการและงานวิจัย

Adger เริ่มต้นอาชีพอาจารย์ที่ University of York ในปี 1993 ก่อนจะย้ายมายัง Queen Mary University of London ในปี 2002 ในตำแหน่ง Reader และได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ในปี 2006 งานวิจัยหลักของเขามุ่งเน้นไปที่การค้นหาคำตอบว่า สมองของมนุษย์สร้างภาษาขึ้นมาจากการจดจำรูปแบบ (Pattern Recognition) หรือเป็นเพราะความสามารถทางภาษาศาสตร์ที่มีมาแต่กำเนิด

เขาได้รับทุนวิจัยระดับสูงจาก Leverhulme Major Research Fellowship ถึงสองครั้ง ครั้งแรกในช่วงปี 2006-2009 เพื่อศึกษา "The Grammar-Meaning Connection" และครั้งที่สองในช่วงปี 2020-2022 ในโครงการ "Simplifying and Restricting Syntax" นอกจากนี้เขายังมีความเชี่ยวชาญในด้าน Minimalist syntax ซึ่งเป็นแนวคิดที่พยายามลดทอนความซับซ้อนของทฤษฎีไวยากรณ์ให้เหลือเพียงกลไกที่จำเป็นที่สุด

การประยุกต์ใช้ภาษาในสื่อบันเทิง

นอกเหนือจากงานวิจัยเชิงทฤษฎี David Adger ยังได้นำความรู้มาสร้างสรรค์ ภาษาจำลอง (Fictional languages) ให้กับซีรีส์ทางโทรทัศน์หลายเรื่อง เช่น Beowulf: Return to the Shieldlands และ Nautilus

สรุปข้อมูลสำคัญของ David Adger
หัวข้อ รายละเอียด
ตำแหน่งปัจจุบัน ศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์, Queen Mary University of London
ความเชี่ยวชาญ วากยสัมพันธ์ (Syntax) และความสัมพันธ์ระหว่างไวยากรณ์และความหมาย
ผลงานเด่น หนังสือ Core Syntax, Language Unlimited
บทบาททางสังคม อดีตประธาน Linguistics Association of Great Britain, สมาชิก 500 Queer Scientists

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 1967 ที่เมือง Kirkcaldy ประเทศสกอตแลนด์
  • เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเชื่อมต่อระหว่างโครงสร้างไวยากรณ์และความหมายของภาษา
  • เคยเป็นบรรณาธิการวารสาร Syntax ระหว่างปี 2007 ถึง 2013
  • เป็นแบบอย่างด้านความหลากหลายทางเพศ (LGBT+ role model) ของมหาวิทยาลัย Queen Mary
  • แต่งงานกับ Anson W. Mackay นักภูมิศาสตร์จาก University College London
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

David Adger เชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษ?

เขาเชี่ยวชาญด้านวากยสัมพันธ์ (Syntax) โดยเฉพาะการศึกษาว่าสมองมนุษย์จัดการกับโครงสร้างทางภาษาอย่างไร และความสัมพันธ์ระหว่างไวยากรณ์กับความหมายของคำ

ผลงานเขียนที่สำคัญของเขามีอะไรบ้าง?

ผลงานที่โดดเด่น ได้แก่ หนังสือ Core Syntax: A Minimalist Approach (2003), A Syntax of Substance (2012) และ Language Unlimited (2019)

เขามีส่วนร่วมในงานสร้างสรรค์นอกเหนือจากงานวิชาการอย่างไร?

เขาได้ใช้ความรู้ทางภาษาศาสตร์ในการออกแบบและสร้างภาษาที่ไม่มีอยู่จริง (Fictional languages) เพื่อใช้ในโปรดักชันทางโทรทัศน์

บทบาทของเขาในวงการวิชาการระดับนานาชาติเป็นอย่างไร?

เขาเคยเป็นประธานของสมาคมภาษาศาสตร์แห่งบริเตนใหญ่ และได้รับทุนวิจัยสำคัญจาก Leverhulme รวมถึงเป็นสมาชิกของกลุ่ม 500 Queer Scientists เพื่อสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์กลุ่ม LGBT