David Gibbins นักโบราณคดีใต้น้ำผู้ผันตัวสู่การเป็นนักเขียนนิยายระดับเบสต์เซลเลอร์
David Gibbins คือบุคคลผู้มีความสามารถโดดเด่นในสองโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เขาเป็นทั้งนักโบราณคดีใต้น้ำ (Underwater Archaeologist) ผู้เชี่ยวชาญ และนักเขียนนิยายแนวระทึกขวัญเชิงประวัติศาสตร์ที่มียอดขายถล่มทลายทั่วโลก โดยนำประสบการณ์จริงจากการสำรวจซากเรือและโบราณสถานใต้ท้องทะเลมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น
เส้นทางสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีทางทะเล
Gibbins เกิดในปี 1962 ที่เมืองซัสคาทูน รัฐซัสแคตเชวัน ประเทศแคนาดา โดยมีบิดามารดาเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายทั้งในแคนาดา นิวซีแลนด์ และอังกฤษ ซึ่งหล่อหลอมให้เขามีความสนใจในด้านประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง
ในด้านการศึกษา เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้านการศึกษาเมดิเตอร์เรเนียนโบราณ (Ancient Mediterranean Studies) จากมหาวิทยาลัยบริสตอล และต่อยอดความรู้ด้วยการคว้าปริญญาเอก (Ph.D.) ด้านโบราณคดีจากวิทยาลัย Corpus Christi มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในปี 1991 นอกจากนี้ เขายังมีความหลงใหลในการดำน้ำ โดยได้รับใบอนุญาตดำน้ำลึก (Scuba Diver) ตั้งแต่อายุ 15 ปี ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในอาชีพของเขาในเวลาต่อมา
ประสบการณ์การทำงานและการค้นพบที่สำคัญ
ตลอดช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 Gibbins ได้นำทีมสำรวจซากเรือโบราณและเมืองที่จมอยู่ใต้น้ำในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหลายแห่ง เช่น ซากเรือโรมันนอกชายฝั่งซิซิลี และท่าเรือโบราณของเมืองคาร์เธจ รวมถึงการร่วมทีมขุดค้นซากเรือจากศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาลนอกชายฝั่งตุรกี
หลังจากทำงานในแวดวงวิชาการ ทั้งในฐานะอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลและศาสตราจารย์พิเศษที่สถาบันโบราณคดีทางเรือ (Institute of Nautical Archaeology) เขาได้ผันตัวมาเป็นนักวิชาการอิสระและก่อตั้งกลุ่มวิจัย Cornwall Maritime Archaeology ในปี 2015 ซึ่งนำไปสู่การค้นพบที่สำคัญหลายครั้งในอังกฤษ เช่น ซากเรือ Schiedam ที่เกี่ยวข้องกับ Samuel Pepys ในปี 2016 และซากเรือ President ในปี 2018 รวมถึงการค้นพบรูปหล่อพระเยซูตรึงกางเขนจากโลหะผสมทองแดงในศตวรรษที่ 16 ที่หาได้ยากยิ่งในปี 2019
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| การศึกษา | ปริญญาตรี ม.บริสตอล, ปริญญาเอก ม.เคมบริดจ์ |
| ความเชี่ยวชาญ | โบราณคดีใต้น้ำ และนิยายเชิงประวัติศาสตร์ |
| ผลงานเขียน | นิยายมากกว่า 11 เล่ม ยอดขายกว่า 3 ล้านเล่ม |
| รางวัล/เกียรติยศ | Fellow ของ Royal Geographical Society และ Royal Society of Arts |
จากนักวิชาการสู่โลกของนิยายเบสต์เซลเลอร์
ในปี 2002 Gibbins เริ่มต้นเส้นทางนักเขียนเต็มตัว โดยใช้ความรู้ทางโบราณคดีมาสร้างสรรค์นิยายแนวระทึกขวัญ ผลงานเล่มแรกของเขาชื่อ Atlantis (ตีพิมพ์ปี 2005/2006) ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนถูกแปลเป็น 30 ภาษา และส่งให้เขากลายเป็นนักเขียนระดับเบสต์เซลเลอร์ของทั้ง London Sunday Times และ New York Times
ผลงานส่วนใหญ่ของเขาจะเน้นไปที่ซีรีส์ตัวละคร Jack Howard นักโบราณคดีทางทะเลและทีมงาน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเหตุการณ์ร่วมสมัยกับปมปริศนาทางโบราณคดี นอกจากนี้เขายังมีผลงานนิยายประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปในยุคโรมโบราณอีก 2 เล่ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในเนื้อหาที่เขานำเสนอ
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- สัญชาติ: ถือสัญชาติทั้งอังกฤษและแคนาดา
- ความสำเร็จด้านการเขียน: นิยายมียอดขายรวมกว่า 3 ล้านเล่ม และตีพิมพ์มากกว่า 200 ฉบับทั่วโลก
- การค้นพบเด่น: ค้นพบรูปหล่อพระเยซูศตวรรษที่ 16 และซากเรือประวัติศาสตร์หลายลำในอังกฤษ
- เกียรติประวัติ: ได้รับเหรียญ Churchill Medallion จาก Winston Churchill Memorial Trust
คำถามที่พบบ่อย
David Gibbins มีความเชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษ?
เขามีความเชี่ยวชาญสองด้านหลัก คือการเป็นนักโบราณคดีใต้น้ำที่เน้นการสำรวจซากเรือโบราณ และการเป็นนักเขียนนิยายแนวระทึกขวัญเชิงโบราณคดีและประวัติศาสตร์
นิยายเรื่องแรกของเขาชื่อว่าอะไรและประสบความสำเร็จอย่างไร?
นิยายเรื่องแรกชื่อ Atlantis ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ ถึง 30 ภาษา และติดอันดับหนังสือขายดีในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ
ตัวละครหลักในนิยายชุดที่โด่งดังที่สุดของเขาคือใคร?
ตัวละครหลักคือ Jack Howard ซึ่งเป็นนักโบราณคดีทางทะเลที่นำทีมออกสำรวจและไขปริศนาทางประวัติศาสตร์ในโลกยุคปัจจุบัน
เขามีส่วนร่วมในการค้นพบทางโบราณคดีในปัจจุบันอย่างไร?
เขาได้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Cornwall Maritime Archaeology เพื่อสำรวจซากเรือนอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ ซึ่งนำไปสู่การค้นพบซากเรือสำคัญ เช่น เรือ Schiedam และเรือ President
David Gibbins จบการศึกษาจากที่ไหน?
เขาจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol) และจบปริญญาเอกด้านโบราณคดีจากวิทยาลัย Corpus Christi มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge)