David Hilmers จากนักบินอวกาศ NASA สู่ศัลยแพทย์ผู้เสียสละเพื่อมนุษยชาติ
หากจะกล่าวถึงบุคคลที่มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง David Carl Hilmers คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคนหนึ่ง เขาไม่ได้เป็นเพียงอดีตนักบินอวกาศของ NASA ที่ผ่านภารกิจท้าทายในห้วงอวกาศถึง 4 ครั้ง แต่ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในพื้นที่ห่างไกลทั่วโลก ด้วยดีกรีการศึกษาที่สูงเป็นอันดับสองในบรรดานักบินอวกาศสหรัฐฯ ทำให้เส้นทางชีวิตของเขาน่าสนใจและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังอย่างยิ่ง

เส้นทางการศึกษาและจุดเริ่มต้นในกองทัพ
David Hilmers เกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม 1950 ณ เมืองคลินตัน รัฐไอโอวา โดยเขามีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่งอย่างมาก เริ่มจากการคว้าปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จาก Cornell College ในปี 1972 จากนั้นได้เข้าประจำการใน กองนาวิกโยธินสหรัฐฯ (USMC) และศึกษาต่อจนได้รับปริญญาโทด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจาก U.S. Naval Postgraduate School ในปี 1977 และ 1978
ในด้านการทหาร เขาเริ่มต้นหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่นำร่องและผู้ทิ้งระเบิด (Bombardier-Navigator) ขับเครื่องบิน A-6 Intruder และเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานทางอากาศกับกองเรือที่ 6 ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมถึงประจำการในประเทศญี่ปุ่นและรัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่จะได้รับเลือกให้เข้าสู่โครงการนักบินอวกาศของ NASA ในปี 1980
การเดินทางสู่ห้วงอวกาศและภารกิจสำคัญ
ตลอดระยะเวลาที่ทำงานกับ NASA Hilmers ได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งในฐานะผู้ประสานงานการฝึกอบรม และเจ้าหน้าที่สื่อสารระหว่างยานอวกาศกับศูนย์ควบคุม (CAPCOM) ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญในการสื่อสารระหว่างนักบินอวกาศและภาคพื้นดิน เขาได้ปฏิบัติภารกิจบนกระสวยอวกาศทั้งหมด 4 ครั้ง โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- STS-51-J (Atlantis): ภารกิจลับของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการบินครั้งแรกของยาน Atlantis โดยเขารับผิดชอบกิจกรรมหลักหลายอย่างในวงโคจร
- STS-26 (Discovery): ภารกิจประวัติศาสตร์ครั้งแรกหลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรมยานแชลเลนเจอร์ โดยทำการปล่อยดาวเทียม TDRS-C และทดลองวิทยาศาสตร์อีก 11 รายการ
- STS-36 (Atlantis): ภารกิจขนส่งอุปกรณ์ของกระทรวงกลาโหมและอุปกรณ์เสริมอื่นๆ โดยเดินทางเป็นระยะทางรวมกว่า 1.87 ล้านไมล์
- STS-42 (Discovery): ภารกิจที่เขาเข้ามาแทนที่ Sonny Carter ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก โดยเน้นการทดลองใน International Microgravity Laboratory-1 เพื่อศึกษาผลกระทบของสภาวะไมโครกราวิตี้ (Microgravity) หรือสภาพไร้น้ำหนักที่มีต่อการเติบโตของโปรตีน ผลึกเซมิคอนดักเตอร์ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ
| ชื่อภารกิจ | ยานอวกาศ | จุดเด่นของภารกิจ | บทบาท |
|---|---|---|---|
| STS-51-J | Atlantis | ภารกิจลับของกระทรวงกลาโหม | Mission Specialist |
| STS-26 | Discovery | การบินครั้งแรกหลังเหตุการณ์ Challenger | Mission Specialist |
| STS-36 | Atlantis | ขนส่งอุปกรณ์ความมั่นคง | Mission Specialist |
| STS-42 | Discovery | วิจัยวิทยาศาสตร์ในสภาวะไร้น้ำหนัก | Mission Specialist |
บทบาทใหม่ในฐานะแพทย์และผู้ให้เพื่อสังคม
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ ในขณะที่กำลังฝึกซ้อมสำหรับภารกิจอวกาศครั้งที่ 3 และ 4 Hilmers ได้ตัดสินใจเรียนวิชาเตรียมแพทย์ในช่วงกลางคืน จนกระทั่งเกษียณจาก NASA และกองนาวิกโยธินในปี 1992 เขาจึงมุ่งหน้าเข้าสู่โรงเรียนแพทย์อย่างเต็มตัว โดยสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต (M.D.) จาก Baylor College of Medicine ในปี 1995 และปริญญาโทด้านสาธารณสุข (MPH) จาก University of Texas ในปี 2002
ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์และกุมารเวชศาสตร์ และทำงานวิจัยด้านสุขภาพโลกและภาวะทุพโภชนาการ นอกจากนี้เขายังใช้เวลาว่างในการเดินทางไปให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ในพื้นที่ประสบภัยและประเทศกำลังพัฒนา เช่น อิรัก, เปรู, ศรีลังกา, ฟิลิปปินส์, เฮติ รวมถึงการต่อสู้กับโรคระบาดอีโบลาในไลบีเรียปี 2014 และการสร้างระบบสาธารณสุขเพื่อกำจัดไวรัสตับอักเสบบีในมาดากัสการ์ เกาหลีเหนือ และคิริบาส
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การศึกษาสูงเป็นอันดับ 2: เป็นนักบินอวกาศสหรัฐฯ ที่มีปริญญามากที่สุดเป็นอันดับสอง (5 ปริญญา)
- ประสบการณ์อวกาศ: บินรวม 4 ภารกิจ ใช้เวลารวม 20 วัน 14 ชั่วโมง 16 นาที และสะสมชั่วโมงบินในอวกาศกว่า 493 ชั่วโมง
- ความหลากหลายทางอาชีพ: เปลี่ยนบทบาทจากทหารเรือ/นาวิกโยธิน สู่การเป็นนักบินอวกาศ และจบลงที่การเป็นศาสตราจารย์แพทย์
- งานด้านมนุษยธรรม: อุทิศตนช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่วิกฤตและประเทศด้อยโอกาสทั่วโลก
คำถามที่พบบ่อย
David Hilmers มีความโดดเด่นด้านการศึกษาอย่างไร?
เขามีปริญญาถึง 5 ใบ ครอบคลุมทั้งด้านคณิตศาสตร์, วิศวกรรมไฟฟ้า, แพทยศาสตร์ และสาธารณสุข ทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักบินอวกาศที่มีการศึกษาสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ
ภารกิจ STS-42 มีความสำคัญอย่างไรในเชิงวิทยาศาสตร์?
เป็นภารกิจที่เน้นการวิจัยในห้องปฏิบัติการไมโครกราวิตี้ โดยศึกษาผลของสภาพไร้น้ำหนักต่อการเจริญเติบโตของผลึกโปรตีน เซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงผลกระทบต่อพืช แบคทีเรีย และระบบการทรงตัวของมนุษย์
เขาสามารถเรียนแพทย์ในขณะที่เป็นนักบินอวกาศได้อย่างไร?
ด้วยความมุ่งมั่นอย่างสูง เขาเลือกเรียนวิชาเตรียมแพทย์ (Pre-med) ในช่วงเวลากลางคืน ในขณะที่ช่วงกลางวันยังคงปฏิบัติหน้าที่ฝึกซ้อมสำหรับภารกิจบินอวกาศครั้งที่ 3 และ 4
หลังเกษียณจาก NASA เขาทำประโยชน์อะไรให้กับสังคมบ้าง?
เขาทำงานเป็นศาสตราจารย์แพทย์และอาสาสมัครให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ในพื้นที่ประสบภัยและประเทศที่ขาดแคลนสาธารณสุข เช่น การรับมือโรคอีโบลาในไลบีเรีย และการรณรงค์กำจัดไวรัสตับอักเสบบีในหลายประเทศ