ดีนา โบลูอาร์เต เส้นทางอำนาจและการล่มสลายของประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเปรู
ดีนา โบลูอาร์เต (Dina Boluarte) สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะผู้หญิงคนแรกที่ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งประเทศเปรู อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเมืองของเธอกลับเต็มไปด้วยความขัดแย้ง การต่อสู้ทางอุดมการณ์ และข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน จนนำไปสู่การถูกถอดถอนจากตำแหน่งในที่สุด
โบลูอาร์เตเริ่มต้นอาชีพจากการเป็นนักกฎหมายและข้าราชการ โดยเคยทำงานที่สำนักงานทะเบียนราษฎร์และสถานะพลเมืองแห่งชาติ (RENIEC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการระบุตัวตนของพลเมืองเปรู ตั้งแต่ปี 2007 จนถึง 2022 ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเมืองระดับประเทศอย่างเต็มตัว

จุดเริ่มต้นและการก้าวสู่ตำแหน่งรองประธานาธิบดี
ในปี 2021 โบลูอาร์เตร่วมทีมหาเสียงกับ เปโดร กัสตีโย (Pedro Castillo) ในนามพรรค Free Peru ซึ่งเป็นพรรคที่มีแนวคิดสังคมนิยมและมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์ แม้เธอจะได้รับเลือกให้เป็นรองประธานาธิบดีคนที่หนึ่งและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาและสังคม แต่ความสัมพันธ์กับพรรคต้นสังกัดกลับไม่ราบรื่น
โบลูอาร์เตประกาศตัวว่าเธอไม่ได้ยึดถืออุดมการณ์ของพรรค Free Peru อย่างเต็มตัว ส่งผลให้เธอถูกขับออกจากพรรคในปี 2022 โดยแกนนำพรรคมองว่าเธอเป็นผู้ทรยศและสร้างความแตกแยกภายในองค์กร

การขึ้นสู่อำนาจท่ามกลางวิกฤตการเมือง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 7 ธันวาคม 2022 เมื่อประธานาธิบดีเปโดร กัสตีโย พยายามยุบสภาเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกถอดถอน ซึ่งโบลูอาร์เตประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการทำลายระบอบรัฐธรรมนูญ และก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทนทันทีหลังจากกัสตีโยถูกถอดถอนและถูกจับกุม
เมื่อก้าวขึ้นสู่อำนาจ โบลูอาร์เตได้เปลี่ยนทิศทางทางการเมืองจากฝ่ายซ้ายสายกลางไปสู่การสร้างพันธมิตรกับกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาในสภา เพื่อรักษาฐานอำนาจของตนเอง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้สนับสนุนเดิม โดยเฉพาะกลุ่มชาวพื้นเมืองที่พูดภาษาเกชัว (Quechua) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลักในพื้นที่ชนบทของเปรู

ข้อพิพาทและการปราบปรามผู้ประท้วง
การบริหารงานของโบลูอาร์เตถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการใช้กำลังทหารและตำรวจเข้าปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง นำไปสู่เหตุการณ์สังหารหมู่ที่เมืองอายากูโช (Ayacucho) และเมืองฮูเลียกา (Juliaca) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
แม้จะถูกกดดันจากองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลและถูกขนานนามจากฝ่ายค้านว่า "Dina asesina" (ดีนาผู้ฆาตกร) แต่เธอยังคงสนับสนุนการทำงานของกองทัพ โดยอ้างว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดจากการแทรกแซงของต่างชาติและกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งข้ออ้างนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญและองค์กรระหว่างประเทศ

คดีคอร์รัปชันและฉายา "Rolexgate"
นอกจากปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน โบลูอาร์เตยังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาจากคดี "Rolexgate" เมื่อมีการตรวจพบว่าเธอสวมใส่นาฬิกาหรูยี่ห้อ Rolex และเครื่องประดับราคาแพง ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าเงินเดือนของเธอหลายเท่า นำไปสู่การสอบสวนเรื่องการร่ำรวยผิดปกติและการรับสินบน
เหตุการณ์นี้บานปลายจนถึงขั้นมีการบุกตรวจค้นบ้านพักของเธอโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการ ซึ่งสร้างความตึงเครียดทางการเมืองและทำให้รัฐมนตรีหลายคนในคณะรัฐมนตรีตัดสินใจลาออก

การสิ้นสุดอำนาจและการถอดถอน
ด้วยคะแนนนิยมที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมีนาคม 2025 เธอถูกระบุว่าเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมต่ำที่สุดในโลกด้วยคะแนนสนับสนุนเพียง 2% ประกอบกับวิกฤตความมั่นคงภายในประเทศและการทุจริตที่แพร่หลาย
ในวันที่ 10 ตุลาคม 2025 สภาเปรูได้ลงมติถอดถอนเธอออกจากตำแหน่งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 122 ต่อ 0 ในข้อหา "ขาดความสามารถทางศีลธรรมอย่างถาวร" โดยมี โฮเซ เญรี (José Jerí) ประธานสภา ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- สถานะทางประวัติศาสตร์: เป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเปรู
- ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง: 7 ธันวาคม 2022 – 10 ตุลาคม 2025
- จุดตกต่ำที่สุด: มีคะแนนนิยมลดลงเหลือเพียง 2% ในเดือนมีนาคม 2025
- สาเหตุการพ้นตำแหน่ง: ถูกสภาลงมติถอดถอนด้วยคะแนน 122-0 เสียง
- ประเด็นอื้อฉาวหลัก: การปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง และคดีนาฬิกาหรู (Rolexgate)
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่อเต็ม | Dina Ercilia Boluarte Zegarra |
| การศึกษา | นิติศาสตรบัณฑิต จาก University of San Martín de Porres |
| ตำแหน่งสำคัญ | ประธานาธิบดีเปรู, รองประธานาธิบดีคนที่ 1, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาและสังคม |
| พรรคการเมือง | Free Peru (เดิม), อิสระ (2022-ปัจจุบัน) |
| ผู้สืบทอดตำแหน่ง | José Jerí |
คำถามที่พบบ่อย
ดีนา โบลูอาร์เต ขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้อย่างไร?
เธอขึ้นดำรงตำแหน่งในฐานะรองประธานาธิบดีคนที่หนึ่ง หลังจากที่ประธานาธิบดีเปโดร กัสตีโย ถูกถอดถอนและจับกุมจากการพยายามยุบสภาในเดือนธันวาคม 2022
คดี Rolexgate คืออะไร?
คือการสอบสวนเรื่องการครอบครองนาฬิกา Rolex และเครื่องประดับหรูที่มีมูลค่าสูงเกินกว่ารายได้ตามกฎหมายของเธอ ซึ่งนำไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่องการร่ำรวยผิดปกติและการทุจริต
ทำไมเธอถึงถูกเรียกว่าเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมต่ำที่สุดในโลก?
เนื่องจากนโยบายการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง การเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นการฉวยโอกาส และคดีคอร์รัปชัน ทำให้คะแนนนิยมของเธอดิ่งลงเหลือเพียง 2% ในช่วงปี 2025
บทสรุปสุดท้ายของอำนาจของเธอเป็นอย่างไร?
เธอถูกสภาเปรูลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 ด้วยเหตุผลด้านความไม่เหมาะสมทางศีลธรรม ท่ามกลางวิกฤตความไม่สงบในประเทศ