Dina Powell เส้นทางชีวิตจากเด็กอพยพสู่ผู้ทรงอิทธิพลในทำเนียบขาวและโลกการเงิน
Dina Powell หรือที่รู้จักในชื่อ Dina Powell McCormick คือบุคคลหญิงผู้ทรงอิทธิพลที่ก้าวข้ามพรมแดนระหว่างโลกการเมืองระดับสูงของสหรัฐอเมริกาและแวดวงการเงินระดับโลก เธอเป็นทั้งอดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ และผู้บริหารระดับสูงในบริษัทเทคโนโลยีและสถาบันการเงินชั้นนำ โดยปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานของ Meta บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram

จุดเริ่มต้นและรากฐานทางครอบครัว
Dina เกิดในชื่อ Dina Habib เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 1973 ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ในครอบครัวคริสเตียนนิกายคอปติก (Coptic Christian) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในอียิปต์ พ่อของเธอเป็นร้อยเอกในกองทัพอียิปต์ ส่วนแม่จบการศึกษาจาก American University in Cairo ต่อมาครอบครัวได้ย้ายถิ่นฐานมายังเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เธอยังเด็ก
แม้จะเติบโตในสหรัฐฯ แต่ครอบครัวของเธอยังคงปลูกฝังวัฒนธรรมและภาษาอียิปต์อย่างเคร่งครัด ทำให้เธสามารถสื่อสารภาษาอาหรับได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งทักษะนี้กลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในอาชีพการงานของเธอในเวลาต่อมา ด้านการศึกษา เธอจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านมนุษยศาสตร์ (Humanities) ด้วยเกียรตินิยมจาก University of Texas at Austin โดยในระหว่างเรียนเธอได้เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยการทำงานเป็นผู้ช่วยนิติบัญญัติให้กับสมาชิกวุฒิสภาพรรครีพับลิกันในรัฐเท็กซัส
การก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองระดับชาติ
เส้นทางอาชีพของ Dina เริ่มต้นอย่างโดดเด่นจากการเป็นเด็กฝึกงานกับวุฒิสมาชิก Kay Bailey Hutchison และต่อมาได้ทำงานกับ Dick Armey ผู้นำเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนจะย้ายไปทำงานที่คณะกรรมการแห่งชาติรีพับลิกัน (RNC) ซึ่งทำให้เธอได้มีส่วนร่วมในแคมเปญหาเสียงของ George W. Bush ในปี 2000
บทบาทในรัฐบาล George W. Bush
Dina สร้างประวัติศาสตร์เป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดที่ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยประธานาธิบดีฝ่ายบุคลากร (Assistant to the President for Presidential Personnel) ในวัยเพียง 29 ปี โดยรับผิดชอบการคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูต
ต่อมาในปี 2005 เธอได้รับแต่งตั้งเป็น ปลัดกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายกิจการการศึกษาและวัฒนธรรม (Assistant Secretary of State for Educational and Cultural Affairs) ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอาหรับที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดในรัฐบาลของ Bush โดยเธอมีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายการทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) เพื่อลดกระแสต่อต้านสหรัฐฯ ในโลกอาหรับ และสร้างความร่วมมือทางวัฒนธรรมกับประเทศต่างๆ รวมถึงอิหร่าน
การเปลี่ยนผ่านสู่โลกการเงินที่ Goldman Sachs
ในปี 2007 Dina ตัดสินใจลาออกจากงานรัฐบาลเพื่อเข้าร่วมงานกับ Goldman Sachs สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลก แม้เธอจะไม่มีพื้นฐานด้านการเงินโดยตรง แต่ด้วยเครือข่ายและความสามารถในการบริหาร เธอได้ก้าวขึ้นเป็น Managing Director และ Partner ในเวลาต่อมา
เธอได้รับมอบหมายให้ดูแลธุรกิจการลงทุนเพื่อสังคม (Impact Investing) และดำรงตำแหน่งประธานของ Goldman Sachs Foundation โดยเป็นผู้ผลักดันโครงการ 10,000 Women ซึ่งมุ่งเน้นการให้การศึกษาทางธุรกิจและเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการหญิงในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก
บทบาทสำคัญในรัฐบาล Donald Trump และสภาความมั่นคงแห่งชาติ
Dina กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในรัฐบาลของ Donald Trump โดยเริ่มต้นจากการเป็นที่ปรึกษาอาวุโสด้านการประกอบการ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างอำนาจให้แก่สตรี ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็น รองที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติฝ่ายยุทธศาสตร์ (Deputy National Security Advisor for Strategy) ในเดือนมีนาคม 2017
ในตำแหน่งนี้ เธอมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง เธอเป็นหนึ่งในทีมงานหลักที่ร่วมวางแผนการเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียครั้งแรกของประธานาธิบดี Trump และเป็นส่วนหนึ่งของทีม 4 คนหลักที่ร่างแผนสันติภาพในตะวันออกกลางร่วมกับ Jared Kushner
ชีวิตส่วนตัวและการทำงานในปัจจุบัน
ในด้านชีวิตส่วนตัว Dina ผ่านการสมรสสองครั้ง โดยครั้งแรกกับ Richard Powell และครั้งที่สองกับ Dave McCormick นักการเงินและอดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาล ซึ่งเธอได้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนแคมเปญการเมืองของสามีในการชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกจากรัฐเพนซิลเวเนีย
หลังจากออกจากรัฐบาล Trump เธอได้กลับไปทำงานที่ Goldman Sachs อีกครั้ง ก่อนจะย้ายไปร่วมงานกับ BDT & MSD Partners และได้รับเลือกให้เป็นกรรมการบริหารของ ExxonMobil นอกจากนี้เธอยังเป็นประธานของ Robin Hood Foundation มูลนิธิการกุศลเพื่อลดความยากจนในนิวยอร์ก และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในบริษัท Meta ในปี 2026
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- สัญชาติ: อเมริกัน-อียิปต์ (เกิดที่ไคโร)
- การศึกษา: ปริญญาตรีเกียรตินิยมด้านมนุษยศาสตร์ จาก University of Texas at Austin
- ตำแหน่งสูงสุดในรัฐบาล: รองที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติฝ่ายยุทธศาสตร์ (ยุค Donald Trump)
- ความสำเร็จด้านสังคม: ผู้ก่อตั้งและบริหารโครงการ 10,000 Women ของ Goldman Sachs Foundation
- ตำแหน่งปัจจุบัน: ประธานและรองประธานของ Meta
| ช่วงปี | หน่วยงาน/องค์กร | ตำแหน่งสำคัญ |
|---|---|---|
| 2003–2005 | ทำเนียบขาว (Bush) | ผู้ช่วยประธานาธิบดีฝ่ายบุคลากร |
| 2005–2007 | กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ | ปลัดกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายกิจการการศึกษาและวัฒนธรรม |
| 2007–2017 | Goldman Sachs | Partner และประธาน Goldman Sachs Foundation |
| 2017–2018 | ทำเนียบขาว (Trump) | รองที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติฝ่ายยุทธศาสตร์ |
| 2018–2023 | Goldman Sachs | Global Head of Sustainability and Inclusive Growth |
| 2026–ปัจจุบัน | Meta | ประธานและรองประธาน (President and Vice Chair) |
คำถามที่พบบ่อย
Dina Powell มีความสำคัญอย่างไรในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ?
เธอมีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอาหรับและวัฒนธรรมตะวันออกกลาง ทำให้เป็นตัวกลางสำคัญในการประสานงานระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในโลกอาหรับ โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาล Bush และ Trump ซึ่งเธอมีส่วนสำคัญในการร่างยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติและแผนสันติภาพในตะวันออกกลาง
โครงการ 10,000 Women คืออะไร?
เป็นโครงการที่ Dina Powell บริหารขณะอยู่ที่ Goldman Sachs Foundation เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงในประเทศกำลังพัฒนา โดยให้การศึกษาทางธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการมีที่ปรึกษา (Mentors) เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น
Dina Powell เคยทำงานในบริษัทเทคโนโลยีใดบ้าง?
ปัจจุบันเธอเป็นผู้บริหารระดับสูงของ Meta โดยดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานบริษัท หลังจากที่เคยเป็นกรรมการบริหาร (Board Member) ของบริษัทในช่วงสั้นๆ ในปี 2025
ความสัมพันธ์ของเธอกับพรรครีพับลิกันเป็นอย่างไร?
เธอเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันมาโดยตลอด โดยมีความเชื่อในเรื่องการเสริมสร้างอำนาจส่วนบุคคล (Personal Empowerment) และการลดการแทรกแซงจากภาครัฐ ซึ่งสะท้อนผ่านการทำงานในรัฐบาลของทั้ง George W. Bush และ Donald Trump
เธอมีบทบาทอย่างไรในชีวิตการเมืองของสามี?
Dina มีส่วนช่วยสนับสนุน Dave McCormick ในการชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกจากรัฐเพนซิลเวเนีย โดยใช้เครือข่ายความสัมพันธ์กับอดีตประธานาธิบดี Donald Trump เพื่อช่วยสร้างความได้เปรียบในการหาเสียง