← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
DM

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Dwight Mushey กับโศกนาฏกรรมสังหารหมู่ที่ Shedden และเส้นทางอาชญากร

Dwight Mushey กับโศกนาฏกรรมสังหารหมู่ที่ Shedden และเส้นทางอาชญากร ในโลกของแก๊งมอเตอร์ไซค์นอกกฎหมาย ชื่อของ Dwight Mushey หรือที่รู้จักกันในฉายา Big Dee เป็นที่จดจำในฐานะ…

Dwight MusheyBig DeeShedden massacreBandidos MC

Dwight Mushey กับโศกนาฏกรรมสังหารหมู่ที่ Shedden และเส้นทางอาชญากร

ในโลกของแก๊งมอเตอร์ไซค์นอกกฎหมาย ชื่อของ Dwight Mushey หรือที่รู้จักกันในฉายา "Big Dee" เป็นที่จดจำในฐานะหนึ่งในผู้ก่อเหตุสังหารหมู่ที่โหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์แคนาดา เขาไม่ใช่เพียงสมาชิกแก๊งทั่วไป แต่เป็นชายผู้ผสมผสานทักษะการต่อสู้เข้ากับวิถีอาชญากร จนนำไปสู่จุดจบที่ต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต

จุดเริ่มต้นและตัวตนของ "Big Dee"

Mushey เกิดในปี 1968 ที่เมืองวินนิเพก รัฐแมนิโทบา ประเทศแคนาดา โดยมีเชื้อสายผสมระหว่างอิหร่านและฟิลิปปินส์ ด้วยรูปร่างที่สูงสง่ากว่า 6 ฟุต 3 นิ้ว เขาจึงหันมาสนใจศิลปะการต่อสู้ตั้งแต่ยังหนุ่ม โดยมีความเชี่ยวชาญในด้าน เทควันโด (Taekwondo) จนได้รับสายดำระดับสอง นอกจากนี้เขายังเคยเป็นนักมวยและนักคิกบ็อกซิ่งอาชีพ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในระดับสูงนักก็ตาม

ภาพลักษณ์ของ Mushey นั้นค่อนข้างขัดกับอาชีพอาชญากร เขามักสวมเสื้อผ้าแบรนด์เนมจากอิตาลีและแต่งตัวตามแบบตัวละคร Sonny Crockett จากซีรีส์ Miami Vice ซึ่งทำให้เขาดูเหมือนนักธุรกิจผู้มั่งคั่งในย่านหรูอย่าง River Heights แต่เบื้องหลังความหรูหรา เขาถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการนำเข้ายาไอซ์ (Methamphetamine) และเชื่อกันว่าเคยทำงานเป็นมือปืนให้กับตระกูล Rizzuto ผู้ทรงอิทธิพลในมอนทรีออลและนิวยอร์ก

การก้าวเข้าสู่แก๊ง Bandidos MC

ในปี 2005 Mushey ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าของไนท์คลับและบาร์ระบำเปลื้องผ้าในวินนิเพก ได้ถูกดึงตัวเข้าสู่แก๊ง Bandidos Motorcycle Club สาขาวินนิเพก โดยการชักชวนของ Michael Sandham อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ภายในแก๊งไม่ได้ราบรื่นนัก Mushey และสมาชิกคนอื่นๆ ในสาขามีความรู้สึกดูแคลน Sandham อย่างลับๆ และมักเรียกเขาด้วยชื่อล้อเลียนว่า "Little Beaker"

ความขัดแย้งเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อประธานระดับประเทศของแก๊งอย่าง Giovanni Muscedere ปฏิเสธที่จะมอบสถานะ Full Patch (สมาชิกเต็มตัวที่มีสิทธิ์เต็มที่ในแก๊ง) ให้กับสาขาวินนิเพก เนื่องจากปัญหาการค้างชำระค่าบำรุงสมาชิก ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับ Mushey และพรรคพวกเป็นอย่างมาก

แผนการและเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ Shedden

ในเดือนมีนาคม 2006 Mushey และ Sandham ได้วางแผนเดินทางไปยังรัฐออนแทรีโอ โดยอ้างว่าเพื่อไปจัดการเรื่อง "การถอดแพตช์" (Pull the patches) หรือการขับสมาชิกกลุ่ม "No-Surrender Crew" ออกจากแก๊ง แต่แท้จริงแล้วมันคือกับดักเพื่อสังหารหมู่

เมื่อถึงวันที่ 7 เมษายน 2006 กลุ่มผู้ก่อเหตุได้นัดสมาชิกแก๊งเป้าหมายมาประชุมที่ฟาร์มของ Wayne Kellestine โดย Mushey ได้เตรียมการอย่างใจเย็น เขาใช้เลื่อยตัดลำกล้องปืนลูกซองเพื่อให้มีอานุภาพทำลายล้างสูงขึ้นในระยะประชิด และสวมถุงมือศัลยกรรมทับด้วยถุงมือหนังเพื่อไม่ให้ทิ้งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ Sandham ยิง Luis Raposo เสียชีวิต จากนั้น Mushey ได้บุกเข้าไปในโรงนาพร้อมปืนลูกซองเพื่อควบคุมสถานการณ์ เขาเฝ้าดูการประหารชีวิตสมาชิกคนอื่นๆ อย่างเลือดเย็น และในรายสุดท้ายคือ Jamie Flanz ซึ่ง Sandham ยิงพลาดจนเหยื่อยังไม่เสียชีวิต Mushey จึงเป็นผู้ปิดฉากด้วยการยิงเข้าที่ระหว่างคิ้วของ Flanz อย่างแม่นยำ

สรุปข้อมูลสำคัญของคดีสังหารหมู่ที่ Shedden
หัวข้อ รายละเอียด
วันที่เกิดเหตุ 7 เมษายน 2006
สถานที่ ฟาร์มของ Wayne Kellestine, ใกล้เมือง Shedden รัฐออนแทรีโอ
ผู้ก่อเหตุหลัก Dwight Mushey, Michael Sandham, Wayne Kellestine
เป้าหมาย กลุ่ม No-Surrender Crew ของแก๊ง Bandidos MC
ผลลัพธ์ทางกฎหมาย จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน

การทรยศและการถูกจับกุม

จุดจบของ Mushey มาจากคนใกล้ชิด เมื่อ M.H. ซึ่งเป็นสมาชิกในระดับ Sergeant-at-arms ของสาขาวินนิเพก ได้กลายเป็นสายลับให้ตำรวจและแอบบันทึกเสียงการสนทนาของ Mushey ไว้มากมาย ในเทปเหล่านั้น Mushey ได้พูดจาดูถูก Sandham และยอมรับถึงรายละเอียดในการสังหารหมู่ รวมถึงการเยาะเย้ยความไม่เด็ดขาดของ Sandham ในการฆ่าเหยื่อรายสุดท้าย

Mushey ถูกจับกุมในวันที่ 15 มิถุนายน 2006 เนื่องจากตำรวจเชื่อว่าเขากำลังวางแผนฆาตกรรมเพิ่มเติมอีก 3 ราย ในระหว่างการพิจารณาคดีปี 2009 เขาพยายามต่อสู้คดีโดยอ้างว่าตนเองมีปัญหาด้านสุขภาพหัวใจและต้องใช้ยา ซึ่งไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมที่โหดเหี้ยมในที่เกิดเหตุ

บทสรุปทางกฎหมาย

ในช่วงท้ายของการพิจารณาคดี Mushey ตัดสินใจไล่ทนายความของตนเองออก เพื่อแสดงจุดยืนตามกฎของแก๊งมอเตอร์ไซค์ที่ว่าห้าม "หักหลัง" หรือ "ซัดทอด" เพื่อนร่วมแก๊ง (Ratting) แม้ว่าทนายจะพยายามโยนความผิดให้ผู้อื่นเพื่อช่วยเขาให้พ้นผิดก็ตาม

วันที่ 29 ตุลาคม 2009 ศาลตัดสินว่า Dwight Mushey มีความผิดฐานฆาตกรรมโดยเจตนา (First-degree murder) จำนวน 7 กระทง เขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน และถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำ Stony Mountain ในรัฐแมนิโทบาจนถึงปัจจุบัน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ทักษะการต่อสู้: เป็นผู้เชี่ยวชาญเทควันโดสายดำระดับ 2 และเคยเป็นนักมวยอาชีพ
  • พฤติกรรม: มีรสนิยมการแต่งตัวหรูหราแบบอิตาลี และถูกเชื่อว่าเป็นมือปืนรับจ้างให้ตระกูล Rizzuto
  • ความโหดเหี้ยม: เป็นผู้ลงมือสังหาร Jamie Flanz หลังจากที่ผู้ก่อเหตุรายอื่นยิงพลาด
  • การเตรียมการ: มีการดัดแปลงปืนลูกซอง (ตัดลำกล้อง) เพื่อใช้ในการสังหารหมู่โดยเฉพาะ
  • จุดตกต่ำ: ถูกหักหลังโดยสมาชิกในแก๊งที่ทำงานเป็นสายลับให้ตำรวจ
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Dwight Mushey มีบทบาทอย่างไรในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ Shedden?

เขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวางแผนและลงมือสังหาร โดยทำหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ในโรงนาและเป็นผู้สังหารเหยื่อรายสุดท้ายหลังจากที่ผู้ก่อเหตุคนอื่นทำไม่สำเร็จ

ทำไม Mushey ถึงถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน?

เนื่องจากเขาถูกพบว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมโดยเจตนาถึง 7 กระทง และมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการวางแผนล่วงหน้า เช่น การดัดแปลงอาวุธและการใช้ถุงมือเพื่อปกปิดหลักฐาน

ความสัมพันธ์ระหว่าง Mushey กับ Michael Sandham เป็นอย่างไร?

แม้จะทำงานร่วมกันในแก๊ง Bandidos แต่ Mushey ไม่มีความเคารพในตัว Sandham และมักดูถูกว่า Sandham เป็นคนขี้ขลาดและไม่ซื่อสัตย์

อะไรคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้ Mushey ถูกจับกุม?

หลักฐานสำคัญคือเทปบันทึกเสียงจาก M.H. สมาชิกแก๊งที่ผันตัวไปเป็นสายลับให้ตำรวจ ซึ่งบันทึกคำสารภาพและการพูดถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ของ Mushey ไว้ได้อย่างละเอียด

ทำไม Mushey ถึงไล่ทนายความออกในช่วงท้ายของการพิจารณาคดี?

เขาต้องการรักษาเกียรติในฐานะสมาชิกแก๊งมอเตอร์ไซค์นอกกฎหมาย โดยการไม่ยอมให้ทนายซัดทอดเพื่อนร่วมแก๊งเพื่อแลกกับการลดโทษ ซึ่งถือเป็นการ "หักหลัง" ตามกฎของกลุ่ม