← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Elliot Aronson นักจิตวิทยาผู้เปลี่ยนมุมมองต่อพฤติกรรมมนุษย์และการเรียนรู้

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Elliot Aronson นักจิตวิทยาผู้เปลี่ยนมุมมองต่อพฤติกรรมมนุษย์และการเรียนรู้

Elliot Aronson นักจิตวิทยาผู้เปลี่ยนมุมมองต่อพฤติกรรมมนุษย์และการเรียนรู้ ในโลกของจิตวิทยาสังคม ชื่อของ Elliot Aronson คือหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุด เขาไม่เพียงแต่เป…

Elliot AronsonจิตวิทยาสังคมCognitive DissonanceJigsaw Classroom

Elliot Aronson นักจิตวิทยาผู้เปลี่ยนมุมมองต่อพฤติกรรมมนุษย์และการเรียนรู้

ในโลกของจิตวิทยาสังคม ชื่อของ Elliot Aronson คือหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุด เขาไม่เพียงแต่เป็นนักวิจัยที่สร้างทฤษฎีสำคัญ แต่ยังเป็นผู้ที่นำความรู้จากห้องทดลองมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมและการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ผลงานของเขาช่วยให้เราเข้าใจว่า ทำไมมนุษย์ถึงมีพฤติกรรมที่ดูไม่สมเหตุสมผล และเราจะสร้างความร่วมมือท่ามกลางความแตกต่างได้อย่างไร

Content image

เส้นทางชีวิตจากความยากลำบากสู่ความสำเร็จทางวิชาการ

Aronson เติบโตขึ้นท่ามกลางความยากจนข้นแค้นในเมืองรีเวียร์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ชีวิตในวัยเด็กของเขาเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะการถูกกลั่นแกล้งจากกลุ่มต่อต้านชาวยิว ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมให้เขาสนใจเรื่องอคติและความเกลียดชังระหว่างกลุ่มในเวลาต่อมา

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัย Brandeis แม้จะเริ่มต้นด้วยการเรียนเศรษฐศาสตร์ตามคำแนะนำของบิดา แต่การได้เข้าฟังบรรยายวิชาจิตวิทยาเบื้องต้นของ Abraham Maslow โดยบังเอิญ ทำให้เขาค้นพบความหลงใหลในศาสตร์ที่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ที่เขาสงสัยมาตั้งแต่เด็ก

เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก Brandeis ในปี 1954 ตามด้วยปริญญาโทจาก Wesleyan University ในปี 1956 และคว้าปริญญาเอกด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Stanford ในปี 1959 โดยมี Leon Festinger นักจิตวิทยาสังคมผู้โด่งดังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

ทฤษฎีความไม่สอดคล้องทางปัญญา (Cognitive Dissonance)

หนึ่งในผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดของ Aronson คือการต่อยอดทฤษฎี Cognitive Dissonance หรือ ความไม่สอดคล้องทางปัญญา ซึ่งอธิบายสภาวะที่บุคคลเกิดความไม่สบายใจทางจิตวิทยา เมื่อทัศนคติและความประพฤติของตนเองขัดแย้งกัน ความอึดอัดนี้จะผลักดันให้มนุษย์พยายามลดความขัดแย้งนั้นลง โดยการเปลี่ยนพฤติกรรมหรือปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อให้เกิดความสมดุล

Aronson ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ใช่ "สัตว์ที่มีเหตุผล" (Rational Animal) แต่เป็น "สัตว์ที่พยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของตน" (Rationalizing Animal) เพื่อให้ตนเองและผู้อื่นมองว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นสมเหตุสมผล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการทดลองที่พบว่า ผู้ที่ต้องผ่านพิธีกรรมการรับเข้ากลุ่มที่ยากลำบากและน่าอับอาย มักจะให้ค่าและรู้สึกชื่นชอบกลุ่มนั้นมากกว่าผู้ที่เข้ากลุ่มได้โดยง่าย

Content image

Jigsaw Classroom: นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อลดอคติ

ในปี 1971 ขณะที่ Aronson ทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส เขาได้เผชิญกับปัญหาความรุนแรงระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในโรงเรียนที่เพิ่งเริ่มใช้ระบบการศึกษาแบบไม่แบ่งแยกสีผิว เขาพบว่าบรรยากาศการแข่งขันที่สูงเกินไปในห้องเรียน ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งทางเชื้อชาติ

เขาจึงร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทพัฒนาเทคนิค Jigsaw Classroom ซึ่งเป็นวิธีการสอนแบบร่วมมือกัน (Cooperative Learning) โดยมีหลักการดังนี้:

  • แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มย่อยที่คละทั้งเชื้อชาติและความสามารถ
  • แบ่งเนื้อหาบทเรียนออกเป็นส่วนๆ และมอบหมายให้สมาชิกแต่ละคนรับผิดชอบเพียงส่วนเดียว
  • ผู้ที่รับผิดชอบเนื้อหาเดียวกันจากทุกกลุ่มจะมารวมตัวกันเป็น "กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ" (Expert Groups) เพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาให้ถ่องแท้
  • สมาชิกกลับเข้ากลุ่มเดิมของตนเพื่อนำความรู้ที่ได้มาสอนเพื่อนในกลุ่ม

วิธีการนี้ทำให้เด็กทุกคนกลายเป็นบุคคลสำคัญที่เพื่อนในกลุ่มต้องพึ่งพา ส่งผลให้ผลการเรียนดีขึ้น ความภาคภูมิใจในตนเองเพิ่มขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือช่วยลดอคติและความเกลียดชังระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต่อมาเทคนิคนี้ถูกนำไปใช้ในโรงเรียนหลายร้อยแห่งทั่วอเมริกาเหนือ

ทฤษฎีแรงดึงดูดและการสร้างความประทับใจ

Aronson ยังได้นำเสนอ Gain–loss theory of attraction ในปี 1965 ซึ่งระบุว่าความชอบที่บุคคลมีต่อกันไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณคำชมหรือรางวัลที่ได้รับเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ "การเปลี่ยนแปลง" ของสิ่งเหล่านั้น เช่น คำชมจากคนที่มักจะวิจารณ์เราเสมอ จะมีค่าและสร้างความประทับใจได้มากกว่าคำชมจากคนที่สนับสนุนเราเป็นปกติ

นอกจากนี้ เขายังค้นพบ Pratfall Effect ซึ่งอธิบายว่า คนที่มีความสามารถสูงจะดูน่าดึงดูดและเข้าถึงง่ายมากขึ้นเมื่อพวกเขาทำผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในขณะที่คนที่มีความสามารถต่ำอาจถูกมองในแง่ลบมากขึ้นหากทำผิดพลาดแบบเดียวกัน

Content image

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ความสำเร็จสูงสุด: เป็นบุคคลเดียวในประวัติศาสตร์ 120 ปีของ APA ที่ได้รับรางวัลใหญ่ครบทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านการเขียน การสอน และการวิจัย
  • กฎข้อแรกของ Aronson: "คนที่ทำเรื่องบ้าๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนบ้า" ซึ่งเน้นย้ำว่าปัจจัยด้านสถานการณ์มีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมที่ผิดปกติ
  • การอุทิศตน: แม้จะสูญเสียการมองเห็นจากโรคจอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) ในปี 2000 แต่เขายังคงสอนและเขียนหนังสือโดยมีสุนัขนำทางชื่อ Desilu คอยช่วยเหลือ
  • อิทธิพลทางวิชาการ: ถูกจัดอันดับให้เป็นนักจิตวิทยาที่ถูกอ้างอิงผลงานมากที่สุดเป็นอันดับที่ 78 ของศตวรรษที่ 20
สรุปประวัติและผลงานเด่นของ Elliot Aronson
หัวข้อ รายละเอียด
สาขาความเชี่ยวชาญ จิตวิทยาสังคม, จิตวิทยาประยุกต์, จิตวิทยาทางสื่อ
ผลงานสร้างชื่อ ทฤษฎี Cognitive Dissonance, Jigsaw Classroom, Gain–loss theory
สถาบันที่เคยสอน Harvard, University of Minnesota, University of Texas, UC Santa Cruz
รางวัลเกียรติยศ William James Award, Gordon Allport Prize, AAAS Prize
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Jigsaw Classroom ช่วยลดความขัดแย้งได้อย่างไร?

เทคนิคนี้เปลี่ยนโครงสร้างห้องเรียนจากการแข่งขันเป็นการร่วมมือ โดยกำหนดให้ผู้เรียนแต่ละคนถือครองข้อมูลสำคัญที่เพื่อนในกลุ่มจำเป็นต้องใช้ในการเรียนรู้ ทำให้เกิดการพึ่งพากันและกัน ลดการแบ่งแยก และสร้างความรู้สึกเห็นอกเห็นใจระหว่างกลุ่ม

ความไม่สอดคล้องทางปัญญา (Cognitive Dissonance) คืออะไรในชีวิตประจำวัน?

คือความรู้สึกอึดอัดเมื่อเราทำสิ่งที่ขัดกับความเชื่อของตนเอง เช่น คนที่รู้ว่าการสูบบุหรี่อันตรายแต่ยังสูบอยู่ อาจลดความเครียดนี้ด้วยการบอกตัวเองว่า "สูบแล้วช่วยคลายเครียด ซึ่งดีต่อสุขภาพจิตมากกว่า" เพื่อให้พฤติกรรมและความเชื่อกลับมาสอดคล้องกัน

Pratfall Effect ทำไมการทำพลาดถึงทำให้ดูน่ารักขึ้น?

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับผู้ที่มีความสามารถสูง (Competent) เพราะความผิดพลาดเล็กน้อยช่วยลดภาพลักษณ์ที่ดูสมบูรณ์แบบเกินไป ทำให้ดูเป็นมนุษย์ที่เข้าถึงได้และน่าเอ็นดูมากขึ้นในสายตาผู้อื่น

กฎข้อแรกของ Aronson หมายถึงอะไร?

หมายความว่าพฤติกรรมที่ดูแปลกประหลาดหรือไร้เหตุผล มักไม่ได้เกิดจากความผิดปกติทางจิตของบุคคลนั้นเสมอไป แต่อาจเกิดจากแรงกดดันหรือสถานการณ์แวดล้อมที่บีบบังคับให้ต้องแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นออกมา