Fabio Cannavaro ตำนานปราการหลังผู้สร้างกำแพงเบอร์ลินและเจ้าของบัลลงดอร์
หากจะกล่าวถึงหนึ่งในกองหลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ชื่อของ Fabio Cannavaro (ฟาบิโอ คันนาวาโร) จะต้องปรากฏอยู่ในลำดับต้นๆ เสมอ เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นที่แข็งแกร่งในเกมรับ แต่ยังเป็นผู้นำที่พาทีมชาติอิตาลีขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกในฐานะกัปตันทีมผู้ทรงอิทธิพล
คันนาวาโรเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังจากเมืองเนเปิลส์ โดยมีความฝันที่จะเดินตามรอยไอดอลอย่าง ดิเอโก มาราโดนา ในช่วงแรกเขาเล่นตำแหน่งกองกลาง แต่ด้วยสายตาของโค้ชที่มองเห็นศักยภาพ เขาจึงถูกปรับมาเล่นในตำแหน่ง Centre-back (เซนเตอร์แบ็ก หรือ กองหลังตัวกลาง) ซึ่งกลายเป็นตำแหน่งที่ทำให้เขากลายเป็นตำนานในเวลาต่อมา

เส้นทางอาชีพในระดับสโมสร: จากเนเปิลส์สู่ยอดทีมยุโรป
คันนาวาโรเริ่มต้นอาชีพกับ Napoli สโมสรบ้านเกิด ซึ่งเขาสร้างชื่อจากการเข้าปะทะที่ดุดันจนแม้แต่ มาราโดนา ยังต้องเอ่ยปากชมและมอบรองเท้าให้เป็นที่ระลึก ก่อนที่เขาจะย้ายไปสร้างความสำเร็จอย่างก้าวกระโดดกับ Parma โดยคว้าแชมป์ Coppa Italia 2 สมัย และ UEFA Cup ในปี 1999
หลังจากนั้นเขาได้ย้ายไปร่วมทีมยักษ์ใหญ่อย่าง Inter Milan และ Juventus ซึ่งที่ทูรินแห่งนี้เองที่เขาได้รวมตัวกับ จานลุยจิ บุฟฟอน และ ลิลิยัน ทูราม กลายเป็นแผงหลังที่น่าเกรงขามที่สุดในกัลโช่ เซเรีย อา พาทีมคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ 2 สมัยติดต่อกัน (2005, 2006)

ในปี 2006 คันนาวาโรย้ายไปร่วมทีม Real Madrid ในสเปน และประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องด้วยการคว้าแชมป์ ลา ลีกา 2 ปีซ้อน (2007, 2008) ก่อนจะกลับมาช่วย Juventus อีกครั้งในช่วงสั้นๆ และปิดฉากอาชีพนักเตะกับ Al-Ahli ในดูไบ เมื่อปี 2011 เนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า

เกียรติยศสูงสุดกับทีมชาติอิตาลีและฉายา "กำแพงเบอร์ลิน"
จุดสูงสุดในอาชีพของคันนาวาโรเกิดขึ้นใน ฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนี ในฐานะกัปตันทีม เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างไร้ที่ติจนได้รับฉายาว่า "Il Muro di Berlino" หรือ "กำแพงเบอร์ลิน" เนื่องจากความสามารถในการสกัดกั้นคู่ต่อสู้ได้อย่างเด็ดขาด พาทีมเสียประตูเพียง 2 ลูกตลอดทัวร์นาเมนต์ และชูถ้วยแชมป์โลกได้สำเร็จ
ผลงานอันยอดเยี่ยมส่งผลให้เขาได้รับรางวัล Ballon d'Or และ FIFA World Player of the Year ในปี 2006 ซึ่งทำให้เขากลายเป็นกองหลังเพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของโลก

นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้เล่นที่ลงสนามให้ทีมชาติอิตาลีมากที่สุดในบรรดากองหลัง โดยลงเล่นไปทั้งหมด 136 นัด และผ่านการแข่งขันรายการสำคัญทั้งฟุตบอลโลก 4 สมัย และยูโร 2 สมัย

บทบาทใหม่ในฐานะผู้จัดการทีม
หลังแขวนสตั๊ด คันนาวาโรผันตัวมาเป็นโค้ช โดยเน้นการทำงานในเอเชียเป็นหลัก เช่น ทีมชาติจีน และสโมสรในจีน รวมถึงการกลับมาคุมทีมในอิตาลีอย่าง Benevento และ Udinese ล่าสุดในปี 2025 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนของ ทีมชาติอุซเบกิสถาน
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ตำแหน่ง: กองหลังตัวกลาง (Centre-back)
- ความสำเร็จสูงสุด: แชมป์ฟุตบอลโลก 2006 และรางวัล Ballon d'Or ปี 2006
- สถิติทีมชาติ: ลงเล่น 136 นัด (กองหลังที่ลงสนามให้ทีมชาติอิตาลีมากที่สุด)
- ฉายา: กำแพงเบอร์ลิน (The Berlin Wall)
- สโมสรที่เคยสังกัด: Napoli, Parma, Inter Milan, Juventus, Real Madrid, Al Ahli
| รายการ/สโมสร | ความสำเร็จ/สถิติ | ปีที่ได้รับ/จำนวน |
|---|---|---|
| FIFA World Cup | ชนะเลิศ | 2006 |
| Ballon d'Or | ผู้ชนะ | 2006 |
| FIFA World Player of the Year | ผู้ชนะ | 2006 |
| La Liga (Real Madrid) | ชนะเลิศ | 2007, 2008 |
| Serie A (Juventus) | ชนะเลิศ | 2005, 2006 |
| จำนวนนัดที่ลงเล่นรวม (สโมสร) | 531 นัด | (ทำได้ 16 ประตู) |
คำถามที่พบบ่อย
ทำไม Fabio Cannavaro ถึงได้รับฉายาว่า "กำแพงเบอร์ลิน"?
เพราะฟอร์มการเล่นที่แข็งแกร่งอย่างมากในฟุตบอลโลก 2006 โดยเฉพาะในนัดชิงชนะเลิศที่จัดขึ้น ณ กรุงเบอร์ลิน ซึ่งเขาสามารถป้องกันการบุกของคู่ต่อสู้ได้อย่างยอดเยี่ยมจนทีมเสียประตูน้อยมาก
คันนาวาโรเป็นกองหลังคนแรกที่ได้ Ballon d'Or หรือไม่?
ไม่ใช่คนแรก แต่เป็นหนึ่งในไม่กี่คน โดยเขาเป็นกองหลังคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลนี้ ต่อจาก ฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ และ มัทธีอัส ซัมเมอร์
เขามีความสัมพันธ์อย่างไรกับ Paolo Cannavaro?
Paolo Cannavaro เป็นน้องชายของเขา และทั้งคู่ต่างก็เป็นนักฟุตบอลอาชีพ โดยเคยร่วมงานกันในสโมสร Parma
ปัจจุบัน Fabio Cannavaro ทำหน้าที่อะไร?
ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอน (Head Coach) ของทีมชาติอุซเบกิสถาน
สถิติการลงเล่นทีมชาติของเขาเป็นอย่างไร?
เขาลงเล่นให้ทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่ทั้งหมด 136 นัด ทำได้ 2 ประตู ซึ่งถือเป็นสถิติการลงสนามที่มากที่สุดสำหรับผู้เล่นตำแหน่งกองหลังของอิตาลี