François Tétaz อัจฉริยะเบื้องหลังเสียงเพลงระดับโลกและรางวัลแกรมมี่
ในโลกของดนตรีร่วมสมัย ชื่อของ François Tétaz (ฟรองซัวส์ เทตัซ) อาจไม่ใช่ชื่อที่ปรากฏบนหน้าปกอัลบั้มเสมอไป แต่เขาคือฟันเฟืองสำคัญในฐานะผู้ประพันธ์เพลง (Composer), โปรดิวเซอร์ และวิศวกรเสียง (Mixer) ชาวออสเตรเลียผู้มีผลงานโดดเด่นระดับสากล โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในเพลงฮิตระดับโลกที่สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลก

เส้นทางชีวิตจากฟาร์มโคนมสู่โลกแห่งเสียงเพลง
Tétaz เกิดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 1970 ในครอบครัวเชื้อสายสวิสที่เติบโตมาพร้อมกับเสียงดนตรีในฟาร์มโคนมแถบวอร์เรียน รัฐวิกตอเรีย โดยมีคุณแม่เป็นครูสอนดนตรี และคุณพ่อผู้หลงใหลในระบบเสียง ซึ่งเคยสร้างลำโพงกระจายเสียงเพลงของ Brahms และ Beethoven ทั่วฟาร์มเพื่อใช้ในการต้อนวัว ความหลงใหลในเสียงเหล่านี้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นศิลปินที่มีความเข้าใจทั้งในด้านศิลปะและเทคนิค
ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ เขาเลือกเดินเส้นทางที่แตกต่างด้วยการไม่เข้ามหาวิทยาลัยตามคำแนะนำของ Graeme Leak แต่เลือกที่จะออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการเข้าฟังบรรยายในมหาวิทยาลัยและศึกษาเรื่อง ดนตรีแอฟริกาตะวันตก (West African Music), เครื่องกระทบ (Percussion) รวมถึงการเรียบเรียงเสียงประสาน (Arranging and Orchestration)
การบุกเบิกดนตรีทดลองและก้าวสู่ระดับอาชีพ
ในปี 1992 Tétaz ได้ร่วมก่อตั้งวง Shinjuku Thief ซึ่งเป็นกลุ่มดนตรีแนว Industrial และ Experimental (ดนตรีทดลองที่เน้นการใช้เสียงแปลกใหม่) ในเมืองเมลเบิร์น โดยมีการออกอัลบั้มถึง 4 ชุดภายในเวลาเพียงสองปี นอกจากนี้เขายังได้ออกอัลบั้มเดี่ยวในปี 1997 และเริ่มสร้างชื่อจากการทำเพลงประกอบภาพยนตร์สั้นของนักศึกษา รวมถึงทำงานร่วมกับศิลปินอย่าง Paul McDermott และ The Doug Anthony Allstars
การสร้างสรรค์สตูดิโอและงานประพันธ์เพลง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1998 เมื่อเขาเปลี่ยนโรงงานช็อกโกแลตเก่าในย่านริชมอนด์ให้กลายเป็นสตูดิโอส่วนตัวที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันด้านอะคูสติก (Acoustics) หรือการควบคุมคุณภาพเสียงในห้อง Tétaz ได้ขยายขอบเขตงานไปยังการทำเพลงประกอบการแสดงระบำ (Choreographic scores) และงานศิลปะติดตั้ง รวมถึงการสร้างสรรค์ดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง Wolf Creek (2005) ซึ่งส่งให้เขาคว้ารางวัล 'Feature Film Score of the Year' จาก APRA และ AGSC มาครองได้สำเร็จ
ความสำเร็จระดับโลกกับ Gotye และรางวัล Grammy
ผลงานที่ทำให้ชื่อของ François Tétaz เป็นที่รู้จักในวงกว้างที่สุดคือการร่วมงานกับ Gotye (วอลลี เด แบกเกอร์) ในอัลบั้ม Like Drawing Blood และ Making Mirrors โดย Tétaz คือผู้ที่แนะนำให้ Kimbra มาร่วมร้องในเพลง "Somebody That I Used to Know"
ความทุ่มเทในการมิกซ์เสียงและวิศวกรรมเสียงส่งผลให้เขาได้รับรางวัล Grammy Award สาขา Record of the Year ในปี 2013 นอกจากนี้ อัลบั้ม Making Mirrors ยังคว้ารางวัล Best Alternative Music Album และเพลงดังกล่าวได้รับรางวัล Best Pop Duo/Group Performance อีกด้วย
| ประเภทผลงาน | ผลงานสำคัญ | รางวัล/ความสำเร็จ |
|---|---|---|
| เพลงยอดนิยม | Somebody That I Used to Know | Grammy Award (Record of the Year) |
| ภาพยนตร์ | Wolf Creek | APRA/AGSC Feature Film Score of the Year |
| อัลบั้ม | Making Mirrors (Gotye) | ARIA Award และ Grammy Award |
| ภาพยนตร์สั้น | Miracle Fish | ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ (2010) |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความเชี่ยวชาญหลากหลาย: มีทักษะทั้งในด้านเครื่องกระทบ (Percussion) และไวโอลิน (Violin)
- แนวเพลงที่ครอบคลุม: ทำงานตั้งแต่เพลงป๊อป, คลาสสิก, ดนตรีโลก (World Music) ไปจนถึงดนตรีแนว Industrial และ Electronic
- อิทธิพลในชาร์ตเพลง: มีส่วนร่วมในการเขียน โปรดิวซ์ หรือมิกซ์เสียงเพลงถึง 7 เพลงใน triple j Hottest 100 ประจำปี 2011
- การทำงานร่วมกับศิลปิน: ร่วมงานกับศิลปินชื่อดังอย่าง Kimbra, Architecture in Helsinki และ Bertie Blackman
คำถามที่พบบ่อย
François Tétaz มีบทบาทอย่างไรในเพลง Somebody That I Used to Know?
เขาทำหน้าที่เป็นวิศวกรเสียง (Engineer) และผู้มิกซ์เสียง (Mixer) ร่วมกับ Gotye รวมถึงเป็นผู้แนะนำให้ Kimbra เข้ามาร่วมร้องในเพลงนี้
รางวัลสูงสุดที่เขาเคยได้รับคืออะไร?
รางวัลที่โดดเด่นที่สุดคือรางวัล Grammy Award สาขา Record of the Year จากเพลง Somebody That I Used to Know ในปี 2013
เขามีผลงานด้านภาพยนตร์เรื่องใดบ้าง?
ผลงานเด่น ได้แก่ เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Wolf Creek, ภาพยนตร์สั้น Miracle Fish และ Underground: The Julian Assange Story
สไตล์ดนตรีของเขาเป็นอย่างไร?
เขามีสไตล์ที่หลากหลายมาก ตั้งแต่ดนตรีทดลอง (Experimental) ในช่วงแรกกับวง Shinjuku Thief ไปจนถึงงานเพลงป๊อปคุณภาพสูงและดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่เน้นอารมณ์
เขามีพื้นฐานการศึกษาด้านดนตรีจากที่ไหน?
เขาไม่ได้จบปริญญาจากมหาวิทยาลัย แต่ใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-curriculum) โดยศึกษาเรื่องดนตรีแอฟริกาตะวันตกและการเรียบเรียงเสียงประสานผ่านการเข้าฟังบรรยายในมหาวิทยาลัย