Henk Borgdorff กับการบุกเบิกแนวคิดการวิจัยทางศิลปะ (Artistic Research)
ในโลกของวิชาการด้านศิลปะ Henk Borgdorff คือชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีดนตรีและการวิจัยทางศิลปะชาวเนเธอร์แลนด์ ผู้ซึ่งอุทิศตนให้กับการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างการปฏิบัติงานสร้างสรรค์และระเบียบวิธีวิจัยทางวิชาการ โดยปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติคุณ (Emeritus Professor) จากมหาวิทยาลัย Leiden และ Royal Conservatory of The Hague
เส้นทางชีวิตและการศึกษา
Borgdorff เกิดในปี 1954 ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เขาเริ่มต้นเส้นทางวิชาการด้วยการศึกษาด้านทฤษฎีดนตรีที่ Royal Conservatory of The Hague ระหว่างปี 1977-1983 ควบคู่ไปกับการศึกษาด้านปรัชญาและสังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัย Leiden ในช่วงปี 1978-1982 ความสนใจในด้านปรัชญาทำให้เขาเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับปรัชญาดนตรีของ Theodor W. Adorno จนสำเร็จการศึกษาในปี 1983 และต่อมาได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Leiden ในปี 2012
บทบาททางวิชาการและการสร้างเครือข่าย
ในช่วงปี 1983 ถึง 2002 Borgdorff ได้ถ่ายทอดความรู้ด้านสุนทรียศาสตร์และทฤษฎีดนตรีในหลายเมือง เช่น Hilversum, The Hague และ Amsterdam โดยเน้นหนักในเรื่องปรัชญาดนตรีและ Counterpoint ยุคเรเนซองส์ นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมกับ Barbara Bleij ก่อตั้งวารสาร Dutch Journal of Music Theory ในปี 1996 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Music Theory and Analysis (MTA) โดยเขาทำหน้าที่ประธานกองบรรณาธิการจนถึงปี 2008
ก้าวสำคัญในอาชีพเกิดขึ้นในปี 2002 เมื่อเขาได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีและการวิจัยทางศิลปะที่ Amsterdam University of the Arts และได้ก่อตั้งกลุ่มวิจัยสหวิทยาการชื่อ ARTI (Art Research, Theory, and Interpretation) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาหันมาสนใจเหตุผลทางทฤษฎีและการเมืองของการวิจัยในงานศิลปะอย่างจริงจัง
การสร้างหลักสูตรระดับสูง
Borgdorff ไม่เพียงแต่สอน แต่ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตรระดับปริญญาโทด้านการวิจัยทางศิลปะที่มหาวิทยาลัย Amsterdam และร่วมสร้างหลักสูตรปริญญาเอกด้านดนตรีที่ชื่อว่า docARTES ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน Orpheus และ Royal Conservatory of The Hague
นิยามและการขับเคลื่อน "การวิจัยทางศิลปะ"
ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดของ Borgdorff คือการผลักดันแนวคิด Artistic Research หรือการวิจัยทางศิลปะ ซึ่งในบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร จะเรียกว่า Practice-based หรือ Practice-led research (การวิจัยที่ใช้การปฏิบัติเป็นฐาน) ส่วนในแคนาดาและฝรั่งเศสจะใช้คำว่า research-creation
ในปี 2005 เขาได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติในศิลปะผ่าน 4 มุมมอง ได้แก่ มุมมองเชิงตีความ (Interpretative), เชิงเครื่องมือ (Instrumental), เชิงการแสดงออก (Performative) และเชิงภายใน (Immanent) ซึ่งนำไปสู่การแบ่งประเภทการวิจัยเป็น 3 รูปแบบ คือ การวิจัย เกี่ยวกับ ศิลปะ, การวิจัย เพื่อ ศิลปะ และการวิจัย ในและผ่าน ศิลปะ (ซึ่งแบบหลังนี้คือความหมายของ Artistic Research)
นอกจากนี้ ในปี 2011 เขาได้ขยายความเกี่ยวกับ Epistemology (ญาณวิทยา หรือทฤษฎีความรู้) และระเบียบวิธีวิจัย โดยชี้ให้เห็นว่าการวิจัยทางศิลปะมีความโดดเด่นที่การใช้ Tacit Knowledge (ความรู้ฝังลึก) และ Embodied Knowledge (ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ทางกายภาพ) ซึ่งทำให้การวิจัยทางศิลปะเป็นรูปแบบหนึ่งของงานวิชาการขั้นสูงที่มีวิธีการได้มาซึ่งความรู้และผลลัพธ์ที่แตกต่างจากวิทยาศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์แบบดั้งเดิม
การผลักดันสู่มาตรฐานสากลและข้อวิพากษ์
Borgdorff พยายามผลักดันให้การวิจัยทางศิลปะได้รับการยอมรับในระดับนโยบายวิทยาศาสตร์ โดยอ้างอิงแบบจำลองการผลิตความรู้ Mode-2 ของ Gibbons และ Quadrant model ของ Stokes เพื่อเสนอให้บรรจุการวิจัยทางศิลปะลงใน Frascati Manual ซึ่งเป็นคู่มือมาตรฐานสากลในการวัดผลกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งความพยายามนี้ส่งผลให้เกิด Vienna Declaration on Artistic Research ในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม แนวคิดของเขาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากบางกลุ่มว่า การพยายามทำให้ศิลปะกลายเป็นวิชาการ (Academization) มากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อจิตวิญญาณของการปฏิบัติงานศิลปะที่แท้จริง
| ด้าน | รายละเอียดสำคัญ |
|---|---|
| ความเชี่ยวชาญ | ทฤษฎีดนตรี, สุนทรียศาสตร์, และการวิจัยทางศิลปะ (Artistic Research) |
| ผลงานเด่น | หนังสือ "The Conflict of the Faculties" และการร่วมก่อตั้งวารสาร JAR |
| แนวคิดหลัก | การแบ่งการวิจัยเป็น Research on, for, and in/through the arts |
| สถาบันที่เกี่ยวข้อง | Leiden University, Royal Conservatory of The Hague, University of Amsterdam |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การศึกษา: จบด้านทฤษฎีดนตรี (1983) และปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Leiden (2012)
- การก่อตั้ง: ร่วมก่อตั้งวารสาร MTA และ Journal for Artistic Research (JAR) รวมถึง Society for Artistic Research (SAR)
- ทฤษฎี: นำเสนอ 4 มุมมองความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ (Interpretative, Instrumental, Performative, Immanent)
- เป้าหมาย: ผลักดันให้การวิจัยทางศิลปะได้รับการยอมรับในมาตรฐานเดียวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คำถามที่พบบ่อย
Artistic Research ในมุมมองของ Borgdorff คืออะไร?
คือการวิจัยที่เกิดขึ้น "ในและผ่าน" กระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะ โดยใช้การปฏิบัติเป็นเครื่องมือในการค้นหาความรู้ ซึ่งแตกต่างจากการวิจัยที่เพียงแค่ศึกษาเกี่ยวกับศิลปะจากภายนอก
ความรู้แบบ Tacit และ Embodied Knowledge คืออะไร?
Tacit Knowledge คือความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลซึ่งอธิบายเป็นคำพูดได้ยาก ส่วน Embodied Knowledge คือความรู้ที่เกิดจากการลงมือทำและประสบการณ์ผ่านร่างกาย ซึ่ง Borgdorff มองว่าเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความรู้ในงานศิลปะ
Borgdorff มีบทบาทอย่างไรต่อมาตรฐานการวิจัยระดับโลก?
เขาพยายามผลักดันให้ Frascati Manual ซึ่งเป็นมาตรฐานการวัดผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยอมรับและบรรจุการวิจัยทางศิลปะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบวิชาการ
มีใครคัดค้านแนวคิดของ Henk Borgdorff บ้างหรือไม่?
มีนักวิจารณ์บางส่วนที่มองว่าการนำระเบียบวิธีวิจัยทางวิชาการมาใช้กับศิลปะ จะทำให้ศิลปะสูญเสียความเป็นอิสระและกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางวิชาการ (Academization) มากเกินไป