← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
James Bessen นักเศรษฐศาสตร์ผู้พลิกมุมมองด้านนวัตกรรมและซอฟต์แวร์

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

James Bessen นักเศรษฐศาสตร์ผู้พลิกมุมมองด้านนวัตกรรมและซอฟต์แวร์

James Bessen นักเศรษฐศาสตร์ผู้พลิกมุมมองด้านนวัตกรรมและซอฟต์แวร์ ในโลกที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจ James Bessen คือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงโลกของการเขียนโปรแกรมเ…

James Bessenเศรษฐศาสตร์นวัตกรรมสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ผลกระทบของระบบอัตโนมัติ

James Bessen นักเศรษฐศาสตร์ผู้พลิกมุมมองด้านนวัตกรรมและซอฟต์แวร์

ในโลกที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจ James Bessen คือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงโลกของการเขียนโปรแกรมเข้ากับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจ เขาไม่ได้เป็นเพียงนักวิชาการ แต่ยังมีประสบการณ์ตรงในฐานะผู้ประกอบการและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งทำให้งานวิจัยของเขามีความลุ่มลึกและตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริง

ปัจจุบัน Bessen ดำรงตำแหน่งอาจารย์ผู้บรรยายที่ Boston University School of Law ตั้งแต่ปี 2004 และเป็นผู้อำนวยการบริหารของ Technology & Policy Research Initiative โดยเขามุ่งเน้นการศึกษาว่านวัตกรรมและซอฟต์แวร์ส่งผลต่อโครงสร้างตลาดและการจ้างงานในปัจจุบันอย่างไร

Content image

เส้นทางจากนักพัฒนาสู่โลกวิชาการ

ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางสายวิชาการอย่างเต็มตัว Bessen เคยเป็นผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ โดยในปี 1983 เขาได้พัฒนาโปรแกรมจัดหน้าสิ่งพิมพ์แบบ WYSIWYG (What You See Is What You Get หรือ ระบบที่แสดงผลบนหน้าจอเหมือนกับผลลัพธ์ตอนพิมพ์ออกมา) เป็นครั้งแรกสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ขณะทำงานที่หนังสือพิมพ์ชุมชนในฟิลาเดลเฟีย

ความสำเร็จดังกล่าวทำให้เขาก่อตั้งบริษัท Bestinfo เพื่อจำหน่ายซอฟต์แวร์นี้ในเชิงพาณิชย์ ก่อนที่บริษัทจะถูกขายให้กับ Intergraph ในปี 1993 ประสบการณ์จากการบริหารธุรกิจและสร้างเทคโนโลยีนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญให้เขากลายเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจกลไกของนวัตกรรมอย่างแท้จริง

งานวิจัยและมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์นวัตกรรม

งานวิจัยของ James Bessen ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและธุรกิจในวงกว้าง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้:

  • สิทธิบัตรและอุปสรรคของนวัตกรรม: Bessen ร่วมกับ Eric Maskin และ Michael J. Meurer วิเคราะห์ว่าสิทธิบัตรซอฟต์แวร์อาจกลายเป็นตัวถ่วงมากกว่าตัวกระตุ้นความก้าวหน้า และได้เขียนถึงปัญหาของ Patent Trolls (กลุ่มคนที่กว้านซื้อสิทธิบัตรเพื่อนำไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายโดยไม่ได้สร้างนวัตกรรมเอง)
  • ระบบอัตโนมัติกับการจ้างงาน: ในหนังสือ Learning by Doing เขาโต้แย้งว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ได้ทำลายงานเสมอไป แต่ต้องการทักษะและความรู้ใหม่ที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระดับค่าจ้างและการจ้างงานในตลาด
  • ซอฟต์แวร์กับการผูกขาดตลาด: งานเขียนล่าสุดของเขาชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการลงทุนในซอฟต์แวร์กับการสร้างอำนาจเหนือตลาดในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การลดทอนการแข่งขันและการกำกับดูแลที่ยากขึ้น
สรุปประวัติและผลงานสำคัญของ James Bessen
หัวข้อ รายละเอียด
การศึกษา จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ปี 1972
ตำแหน่งปัจจุบัน อาจารย์ที่ Boston University School of Law และ ผอ. Technology & Policy Research Initiative
ผลงานเด่น ผู้พัฒนาโปรแกรม WYSIWYG รุ่นแรกๆ และผู้ก่อตั้งบริษัท Bestinfo
ประเด็นวิจัยหลัก เศรษฐศาสตร์นวัตกรรม, สิทธิบัตรซอฟต์แวร์, และผลกระทบของ Automation

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ผู้บุกเบิก: สร้างซอฟต์แวร์จัดหน้าสิ่งพิมพ์แบบ WYSIWYG บน IBM PC ในปี 1983
  • นักวิชาการ: สอนอยู่ที่ Boston University School of Law มาตั้งแต่ปี 2004
  • ผู้เขียน: เขียนหนังสือ Learning by Doing และ The New Goliaths
  • อดีตสมาชิก: เคยเป็น Fellow ที่ Berkman Center for Internet and Society
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

James Bessen มีความเชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษ?

เขามีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ของนวัตกรรม โดยเฉพาะการวิเคราะห์ผลกระทบของซอฟต์แวร์ที่มีต่อการจ้างงาน ค่าจ้าง และการผูกขาดในตลาด รวมถึงการศึกษาระบบสิทธิบัตร

มุมมองของ Bessen ต่อสิทธิบัตรซอฟต์แวร์เป็นอย่างไร?

เขามองว่าสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ในบางกรณีอาจขัดขวางการพัฒนานวัตกรรมมากกว่าที่จะส่งเสริม และได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เกิดจาก Patent Trolls ที่สร้างความเสียหายต่อผู้สร้างนวัตกรรมตัวจริง

ระบบ WYSIWYG ที่ Bessen พัฒนาคืออะไร?

คือระบบการแสดงผลที่ "สิ่งที่เห็นคือสิ่งที่ได้" ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานเห็นรูปแบบการจัดหน้ากระดาษบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ตรงกับผลลัพธ์ที่จะพิมพ์ออกมาจริง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของโปรแกรมจัดหน้าในปัจจุบัน

ทฤษฎีของ Bessen เกี่ยวกับระบบอัตโนมัติ (Automation) กล่าวว่าอย่างไร?

เขาเสนอว่าเทคโนโลยีใหม่ไม่ได้ทำให้งานหายไปในทันที แต่สร้างความต้องการทักษะใหม่ๆ ซึ่งการที่ทักษะเหล่านี้พัฒนาได้ช้าและยาก จึงส่งผลกระทบต่อโครงสร้างค่าจ้างและการจ้างงานในระยะยาว