← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Jason Ānanda Josephson Storm นักวิชาการผู้ท้าทายแนวคิดเรื่องศาสนาและความทันสมัย

Jason Ānanda Josephson Storm นักวิชาการผู้ท้าทายแนวคิดเรื่องศาสนาและความทันสมัย Jason Ānanda Josephson Storm เป็นนักวิชาการชาวอเมริกันผู้มีบทบาทสำคัญในฐานะนักปรัชญา นักสั…

Jason Ānanda Josephson Stormศาสนาในญี่ปุ่นทฤษฎีการลดทอนความศักดิ์สิทธิ์Metamodernism

Jason Ānanda Josephson Storm นักวิชาการผู้ท้าทายแนวคิดเรื่องศาสนาและความทันสมัย

Jason Ānanda Josephson Storm เป็นนักวิชาการชาวอเมริกันผู้มีบทบาทสำคัญในฐานะนักปรัชญา นักสังคมศาสตร์ และผู้เขียนหนังสือที่ทรงอิทธิพล ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำภาควิชาศาสนา และประธานหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Studies) ที่ Williams College นอกจากนี้เขายังมีความเชี่ยวชาญครอบคลุมไปถึงด้านเอเชียศึกษาและวรรณคดีเปรียบเทียบ

งานวิจัยของ Storm โดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างการศึกษาศาสนาในญี่ปุ่น ประวัติศาสตร์ทางปัญญาของยุโรปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1600 จนถึงปัจจุบัน และการพัฒนาทฤษฎีในด้านศาสนศึกษา โดยมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ว่าแนวคิดเรื่องความเชื่อและวิทยาศาสตร์ถูกสร้างขึ้นและเปลี่ยนแปลงอย่างไรในบริบทของสังคม

เส้นทางวิชาการและการศึกษา

Storm สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านเทววิทยา (Master of Theological Studies) จาก Harvard Divinity School ในปี 2001 และคว้าปริญญาเอกด้านศาสนศึกษาจาก Stanford University ในปี 2006 โดยมีวิทยานิพนธ์หัวข้อ "Taming Demons: The Anti-Superstition Campaign and the Invention of Religion in Japan (1853–1920)" ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการรณรงค์ต่อต้านความงมงายและการสร้างนิยามของศาสนาในญี่ปุ่น

ในช่วงการศึกษา เขาได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง Bernard Faure, Carl Bielefeldt และ Helen Hardacre รวมถึงได้ศึกษาปรัชญาทวีปยุโรป (Continental Philosophy) โดยเฉพาะแนวคิดหลังโครงสร้างนิยม (Post-structuralism) และเคยเป็นนักศึกษาเยี่ยมเยียนที่ St Antony's College แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในปี 2004

สรุปข้อมูลสำคัญของ Jason Ānanda Josephson Storm
หัวข้อ รายละเอียด
ตำแหน่งปัจจุบัน ศาสตราจารย์ที่ Williams College
สาขาความเชี่ยวชาญ ศาสนศึกษา, ปรัชญา, ประวัติศาสตร์ทางปัญญาของยุโรป, ศาสนาในเอเชียตะวันออก
ผลงานโดดเด่น The Invention of Religion in Japan, The Myth of Disenchantment, Metamodernism
รางวัลสำคัญ Distinguished Book Award (2013), Award for Excellence in the Study of Religion (2022)

การรื้อสร้างนิยามศาสนาในญี่ปุ่น

ผลงานในช่วงแรกของ Storm มุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ว่าคำว่า "ศาสนา" (Religion), "ความงมงาย" (Superstition) และ "วิทยาศาสตร์" (Science) ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไรในญี่ปุ่นยุคเมจิ โดยเฉพาะในหนังสือ The Invention of Religion in Japan (2012) ซึ่งเขาชี้ให้เห็นว่านักคิดชาวญี่ปุ่นได้นำหมวดหมู่แนวคิดจากตะวันตกมาปรับใช้เพื่อสร้างอัตลักษณ์ทางศาสนาและอำนาจทางการเมือง รวมถึงการก่อกำเนิดของชินโตแห่งรัฐ (State Shinto)

แนวทางของเขาถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Critical Religion หรือการศึกษาศาสนาเชิงวิพากษ์ ซึ่งท้าทายความเชื่อที่ว่า "ศาสนา" เป็นหมวดหมู่ที่คงที่และเป็นสากล โดย Storm ได้นำทฤษฎีหลังอาณานิคม (Postcolonial Theory) มาประยุกต์ใช้ และวิเคราะห์ว่าญี่ปุ่นใช้แนวคิดเรื่องศาสนาเพื่อสร้างความโดดเด่นทางวัฒนธรรมเหนือประเทศในเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลี ในช่วงที่ญี่ปุ่นแผ่ขยายอำนาจ

การท้าทายทฤษฎีการลดทอนความศักดิ์สิทธิ์

ในหนังสือ The Myth of Disenchantment (2017) Storm ได้นำเสนอข้อโต้แย้งที่สั่นคลอนความเชื่อในสังคมศาสตร์เกี่ยวกับ Disenchantment หรือ การลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ (แนวคิดที่ว่าโลกสมัยใหม่สูญเสียความเชื่อในเรื่องเวทมนตร์และสิ่งเหนือธรรมชาติ) โดยเขาชี้ให้เห็นว่าข้อมูลทางสังคมวิทยาไม่ได้สนับสนุนว่าผู้คนในตะวันตกเลิกเชื่อเรื่องเวทมนตร์อย่างแพร่หลายจริง

Storm เสนอว่าการลดทอนความศักดิ์สิทธิ์เป็นเพียง "ตำนาน" หรืออุดมคติที่กำหนดพฤติกรรมให้ผู้คนแสดงออกราวกับว่ามันเกิดขึ้นจริง ทั้งที่ในความเป็นจริงความเชื่อเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่ นอกจากนี้เขายังเปิดเผยว่านักคิดชื่อดังอย่าง Max Weber, Sigmund Freud และ James George Frazer ต่างก็มีความสนใจในเรื่องลึกลับ (Occult) และรหัสยลัทธิ (Mysticism) ซึ่งทำให้การตีความเรื่องความทันสมัยในแบบเดิมต้องถูกทบทวนใหม่

นวัตกรรมทางทฤษฎี: จาก Trinary ถึง Metamodernism

Storm ได้พัฒนาแนวคิด Trinary หรือระบบสามส่วน เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง ความงมงาย, ลัทธิฆราวาสนิยม (Secularism) และศาสนา ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดเดิมที่มักมองเป็นคู่ตรงข้ามระหว่างศาสนากับโลกทางโลกเพียงสองส่วน แนวทางนี้ช่วยให้การวิเคราะห์ความทันสมัยมีความละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น

นอกจากนี้เขายังนำเสนอ Reflexive Religious Studies หรือศาสนศึกษาแบบสะท้อนคิด ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Pierre Bourdieu โดยเป็นการศึกษาว่าตัววิชาการด้านศาสนาเองนั้น ส่งผลกระทบและย้อนกลับไปสร้างหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบของศาสนาในโลกความเป็นจริงอย่างไร

ผลงานล่าสุดของเขาคือหนังสือ Metamodernism: The Future of Theory (2021) ซึ่งนำเสนอแนวทางใหม่สำหรับสังคมศาสตร์ที่เรียกว่า Metamodernism (เมตาโมเดิร์นนิสม์) ซึ่งได้รับคำชมว่าเป็นงานเขียนที่ทรงพลังและได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านการศึกษาศาสนาจาก American Academy of Religion ในปี 2022

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ความเชี่ยวชาญหลัก: การวิเคราะห์การสร้างนิยามของศาสนาในญี่ปุ่นและประวัติศาสตร์ทางปัญญาของยุโรป
  • ข้อโต้แย้งหลัก: การลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ (Disenchantment) ในโลกตะวันตกเป็นเพียงมายาคติ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางสังคมวิทยา
  • แนวคิดใหม่: เสนอระบบ Trinary (ความงมงาย-ฆราวาสนิยม-ศาสนา) แทนที่ระบบ Binary แบบเดิม
  • ความสำเร็จ: ได้รับรางวัลระดับสูงจากทั้ง Society for the Scientific Study of Religion และ American Academy of Religion
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Jason Ānanda Josephson Storm คือใคร?

เขาเป็นศาสตราจารย์ด้านศาสนาและผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ Williams College โดยเป็นนักวิชาการที่โดดเด่นในการวิเคราะห์จุดตัดระหว่างศาสนา ปรัชญา และประวัติศาสตร์ทางปัญญา

แนวคิด "The Invention of Religion in Japan" คืออะไร?

คือการวิเคราะห์ว่าคำว่า "ศาสนา" ในญี่ปุ่นไม่ได้มีอยู่แต่เดิม แต่ถูก "สร้างขึ้น" ผ่านการรับเอาหมวดหมู่แนวคิดจากตะวันตกมาใช้ในยุคเมจิ เพื่อจัดระเบียบความเชื่อและสร้างอำนาจทางการเมือง

ทำไม Storm ถึงบอกว่าการลดทอนความศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องโกหก?

เพราะเขาพบว่าข้อมูลทางสังคมวิทยาไม่ได้แสดงให้เห็นว่าคนในโลกสมัยใหม่เลิกเชื่อเรื่องเวทมนตร์หรือสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างที่ทฤษฎีเดิมกล่าวอ้าง แต่ผู้คนเพียงแค่ปรับเปลี่ยนวิธีการแสดงออกตามบรรทัดฐานของสังคมสมัยใหม่

Metamodernism ในมุมมองของ Storm คืออะไร?

เป็นแนวทางใหม่ในสังคมศาสตร์ที่พยายามก้าวข้ามข้อจำกัดของยุคสมัยใหม่ (Modernism) และยุคหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) เพื่อสร้างทฤษฎีที่สามารถอธิบายความซับซ้อนของมนุษย์และสังคมในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น

งานของ Storm มีผลกระทบต่อวงการวิชาการอย่างไร?

งานของเขาช่วยให้เกิดการตั้งคำถามต่อหมวดหมู่พื้นฐานในวิชาศาสนศึกษา และกระตุ้นให้นักวิชาการหันมาพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อทางไสยศาสตร์กับกำเนิดของวิทยาศาสตร์สังคม