← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
JJ

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Jay Jasanoff ผู้พลิกโฉมทฤษฎีไวยากรณ์ภาษาโปรโต-อินโด-ยูโรเปียน

Jay Jasanoff ผู้พลิกโฉมทฤษฎีไวยากรณ์ภาษาโปรโต-อินโด-ยูโรเปียน ในโลกของภาษาศาสตร์เชิงประวัติ ชื่อของ Jay Harold Jasanoff เป็นที่ยอมรับในฐานะนักวิชาการผู้ทรงอิทธิพล โดยเฉพา…

Jay Jasanoffภาษาโปรโต-อินโด-ยูโรเปียนProto-Indo-Europeanทฤษฎี h2e-conjugation

Jay Jasanoff ผู้พลิกโฉมทฤษฎีไวยากรณ์ภาษาโปรโต-อินโด-ยูโรเปียน

ในโลกของภาษาศาสตร์เชิงประวัติ ชื่อของ Jay Harold Jasanoff เป็นที่ยอมรับในฐานะนักวิชาการผู้ทรงอิทธิพล โดยเฉพาะการนำเสนอแนวคิดที่ท้าทายความเชื่อเดิมเกี่ยวกับระบบคำกริยาของ ภาษาโปรโต-อินโด-ยูโรเปียน (Proto-Indo-European หรือ PIE) ซึ่งเป็นภาษาต้นตระกูลโบราณที่สันนิษฐานว่าเป็นรากเหง้าของกลุ่มภาษาในยุโรปและบางส่วนของเอเชีย

เส้นทางวิชาการและบทบาทในมหาวิทยาลัยชั้นนำ

Jasanoff สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (ปี 1963) และปริญญาเอก (ปี 1968) จาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยมี Calvert Watkins เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในระดับดุษฎีบัณฑิต หลังจากเริ่มต้นอาชีพอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เขาได้กลับมาสั่งสอนที่ฮาร์วาร์ดในช่วงปี 1970-1978 ก่อนจะย้ายไปดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์และหัวหน้าภาควิชาที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลเป็นเวลาถึง 20 ปี

ตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา เขาได้กลับมาดำรงตำแหน่ง Diebold Professor of Indo-European Linguistics and Philology ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และทำหน้าที่เป็นหัวหน้าภาควิชาในช่วงปี 1999-2008 ซึ่งตลอดระยะเวลาการทำงาน เขาได้สร้างลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงในวงการภาษาศาสตร์มากมาย เช่น Mary Beckman และ Claire Bowern

การปฏิวัติทฤษฎี h2e-conjugation

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดของ Jasanoff คือ ทฤษฎี h2e-conjugation ซึ่งเป็นการเสนอการปรับปรุงโครงสร้างการผันคำกริยาในภาษา PIE โดยเขาชี้ให้เห็นว่าหลักฐานจาก ภาษาฮิตไทต์ (Hittite) และ ภาษาโตคารัน (Tocharian) ซึ่งเป็นภาษาโบราณที่นักภาษาศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 ยังไม่รู้จัก มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างแบบจำลองภาษาต้นตระกูลที่ถูกต้อง

Jasanoff เสนอว่าการลงท้ายคำกริยาในรูปแบบ Middle Voice (กริยาที่ประธานเป็นผู้รับผลของการกระทำด้วย) ในยุคเริ่มแรกนั้นแตกต่างจากที่เคยเชื่อกัน โดยเขาเสนอว่าเครื่องหมายระบุเวลาปัจจุบัน (hic-et-nunc marker) ควรเป็น *-r แทนที่จะเป็น *-i และมีการปรับปรุงรูปแบบการผันบุรุษที่ 3 ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ให้สอดคล้องกับหลักฐานทางภาษาศาสตร์ที่ค้นพบใหม่

ตารางสรุปการผันคำกริยาแบบจำลองใหม่ (Jasanoff 2003)

การผันคำกริยา Primary Athematic ในรูปแบบ Active และ Middle
บุรุษ Active (เอกพจน์) Active (พหูพจน์) Middle (เอกพจน์) Middle (พหูพจน์)
1 *-m-i *-me- *-h2e-r *-medhh2 (?)
2 *-s-i *-te(-) *-th2e-r *-dhuwe- (?)
3 *-t-i *-(é)nt-i *-o-r / *-to-r *-ro(-r) / *-nto-r

การวิเคราะห์ Sigmatic Aorist และงานวิจัยอื่น ๆ

นอกเหนือจากเรื่องการผันคำกริยา Jasanoff ยังได้ศึกษาเรื่อง Sigmatic Aorist (รูปแบบกริยาอดีตที่ใช้ปัจจัย *-s-*) โดยเขาโต้แย้งว่ารูปแบบดั้งเดิมในภาษาฮิตไทต์และโตคารันแสดงให้เห็นถึงลักษณะโบราณที่แตกต่างจากภาษาในกลุ่มอินโด-อิหร่านหรือกรีก ซึ่งนำไปสู่การเสนอแบบจำลองการผันคำกริยาอดีตแบบใหม่ที่ช่วยลดความสับสนระหว่างรูปแบบ Active และ Middle

นอกจากนี้ เขายังให้ความสำคัญกับการศึกษา การเน้นเสียง (Pitch Accent) ในกลุ่มภาษาบัลโต-สลาวิก และการสร้างโครงสร้างภาษา PIE ยุคแรกเริ่มผ่านวิธีการ Internal Reconstruction หรือการวิเคราะห์โครงสร้างภายในภาษาเพื่อย้อนกลับไปหาต้นกำเนิด

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ความเชี่ยวชาญ: ภาษาศาสตร์เชิงประวัติ และภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียน
  • ผลงานเด่น: หนังสือ Hittite and the Indo-European Verb และ The Prehistory of the Balto-Slavic Accent
  • นวัตกรรมทางวิชาการ: ทฤษฎี h2e-conjugation ที่ถูกนำไปใช้ในตำราภาษาศาสตร์หลายเล่ม
  • รางวัลเกียรติยศ: Fellow ของ American Academy of Arts and Sciences (2011) และ Linguistic Society of America (2008)
  • พื้นฐานครอบครัว: เป็นบุตรของ Milton และ Edith Jasanoff โดยมีครอบครัวที่ประสบความสำเร็จในสายวิชาการ ทั้งภรรยา (Sheila) และบุตร (Alan และ Maya)
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

ทฤษฎี h2e-conjugation คืออะไร?

คือทฤษฎีที่เสนอโดย Jay Jasanoff เพื่อปรับปรุงการสร้างแบบจำลองการผันคำกริยาของภาษาโปรโต-อินโด-ยูโรเปียน โดยใช้หลักฐานจากภาษาฮิตไทต์และโตคารัน เพื่อให้เห็นภาพรวมของระบบกริยาในยุคโบราณที่แม่นยำยิ่งขึ้น

ทำไมภาษาฮิตไทต์และโตคารันถึงสำคัญต่องานของ Jasanoff?

เพราะภาษาทั้งสองนี้มีลักษณะทางไวยากรณ์ที่แตกต่างจากภาษาอินโด-ยูโรเปียนกลุ่มอื่น และไม่ได้ถูกนำมาคำนวณในการสร้างแบบจำลองภาษาต้นตระกูลในช่วงศตวรรษที่ 19 การนำข้อมูลจากสองภาษานี้มาวิเคราะห์จึงช่วยให้ค้นพบโครงสร้างดั้งเดิมที่ซ่อนอยู่

Internal Reconstruction คืออะไร?

คือวิธีการทางภาษาศาสตร์ที่ใช้การวิเคราะห์ความไม่สม่ำเสมอหรือรูปแบบที่ผิดปกติภายในภาษาเดียว เพื่อสันนิษฐานว่าในอดีตภาษานั้นเคยมีโครงสร้างอย่างไร ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางภาษา

Jay Jasanoff มีบทบาทอย่างไรในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด?

เขาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ Diebold Professor of Indo-European Linguistics and Philology และเคยเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาศาสตร์ในช่วงปี 1999-2008