Jean Asselborn รัฐมนตรีต่างประเทศผู้ทรงอิทธิพลและเป็นที่รักของชาวลักเซมเบิร์ก
ในแวดวงการเมืองของประเทศลักเซมเบิร์ก ชื่อของ Jean Asselborn คือสัญลักษณ์ของความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ เขาเป็นนักการเมืองที่ครองใจประชาชนได้อย่างยาวนาน โดยก่อนที่จะเกษียณอายุทางการเมืองในปี 2024 เขาได้รับคะแนนนิยมสูงถึง 80% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในบรรดานักการเมืองของประเทศ

เส้นทางชีวิตจากคนงานโรงงานสู่จุดสูงสุดทางการเมือง
Jean Asselborn เกิดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 1949 ที่เมือง Steinfort เขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานตั้งแต่อายุ 18 ปี ในโรงงาน Uniroyal ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เขาเริ่มสนใจการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน และได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนเยาวชนของ Federation of Luxembourg Workers (ซึ่งต่อมาคือสหภาพแรงงาน OGBL ในปัจจุบัน)
แม้จะเริ่มทำงานเร็ว แต่ Asselborn ไม่เคยละทิ้งการศึกษา เขาเคยทำงานเป็นข้าราชการทั้งในระดับเมืองและระดับท้องถิ่น ก่อนจะกลับมาศึกษาต่อจนจบมัธยมปลายจาก Athénée de Luxembourg ในปี 1976 และก้าวเข้าสู่บทบาทผู้บริหารโรงพยาบาล Intercommunal Hospital of Steinfort จนถึงปี 2004 นอกจากนี้ เขายังมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านกฎหมายตุลาการเอกชน (Private Judicial Law) จากมหาวิทยาลัย Nancy 2 ในปี 1981
ก้าวแรกในฐานะผู้นำท้องถิ่นของเขาเริ่มต้นขึ้นในปี 1982 เมื่อได้รับตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมือง Steinfort ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งนี้อย่างยาวนานจนกระทั่งถูกเรียกตัวให้เข้าร่วมรัฐบาลระดับประเทศ
บทบาทสำคัญในรัฐบาลและเวทีโลก
Jean Asselborn ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2004 โดยดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการย้ายถิ่นฐาน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Jean-Claude Juncker

ตลอดระยะเวลาเกือบสองทศวรรษในตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ (2004–2023) เขาได้สร้างผลงานโดดเด่นมากมาย โดยเฉพาะการผลักดันให้ลักเซมเบิร์กได้รับเลือกเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ในปี 2013 และ 2014 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศ
ในระดับสหภาพยุโรป (EU) Asselborn เป็นตัวแทนของลักเซมเบิร์กในสภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการต่างประเทศทั่วไป และได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในบรรดารัฐมนตรีของกลุ่มประเทศ EU
จุดยืนทางการเมืองและการทูตที่เด็ดขาด
Asselborn เป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองที่กล้าแสดงออกและยึดมั่นในหลักการ โดยมีเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนจุดยืนของเขาดังนี้:
- การปกป้องคุณค่าของ EU: ในปี 2016 เขาเรียกร้องให้มีการระงับหรือขับฮังการีออกจากสหภาพยุโรป เนื่องจากมีการละเมิดคุณค่าพื้นฐานอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องสิทธิผู้ลี้ภัย เสรีภาพสื่อ และความเป็นอิสระของตุลาการ
- วิกฤตการณ์ในซีเรีย: เขาประณามการบุกรุกซีเรียตอนเหนือของตุรกีในปี 2018 โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่การป้องกันตัว และเรียกร้องให้ตุรกีชี้แจงต่อสภา NATO
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง: เขาวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงสันติภาพระหว่างอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมองว่าหากไม่มีแนวทาง "สองรัฐ" (Two-state solution) ความมั่นคงที่แท้จริงจะไม่เกิดขึ้น และมองว่าชาวปาเลสไตน์ถูกทอดทิ้งจากข้อตกลงนี้
- สถานการณ์ในนากอร์โน-คาราบัค: ในปี 2023 เขาประณามปฏิบัติการทางทหารของอาเซอร์ไบจาน และเรียกร้องให้หยุดการโจมตีในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ทันที

ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ตำแหน่งสูงสุด: รองนายกรัฐมนตรี (2004–2013) และรัฐมนตรีต่างประเทศ (2004–2023)
- พรรคการเมือง: พรรคแรงงานสังคมนิยม (Socialist Workers' Party - LSAP)
- สถิติโดดเด่น: เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุดในสหภาพยุโรป
- ความนิยม: มีอัตราความนิยมจากประชาชนสูงถึง 80% ในช่วงก่อนเกษียณ
- การศึกษา: ปริญญาโทด้านกฎหมายตุลาการเอกชน จากมหาวิทยาลัย Nancy 2
| ช่วงปี (ค.ศ.) | ตำแหน่ง | ขอบเขตความรับผิดชอบ |
|---|---|---|
| 1982 – 2004 | นายกเทศมนตรีเมือง Steinfort | การบริหารส่วนท้องถิ่น |
| 1984 – 2004 | สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร | ตัวแทนเขตทางตอนใต้ |
| 2004 – 2013 | รองนายกรัฐมนตรี | บริหารราชการแผ่นดินระดับสูง |
| 2004 – 2023 | รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ | นโยบายต่างประเทศและกิจการยุโรป |
คำถามที่พบบ่อย
Jean Asselborn มีบทบาทสำคัญอย่างไรในสหภาพยุโรป?
เขาเป็นตัวแทนของลักเซมเบิร์กในสภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ EU และเป็นรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในกลุ่มประเทศสมาชิก ซึ่งทำให้เขามีอิทธิพลและประสบการณ์สูงในการขับเคลื่อนนโยบายระดับภูมิภาค
ทำไมเขาถึงคัดค้านการทำให้ภาษาลักเซมเบิร์กเป็นภาษาราชการของ EU?
ในปี 2010 เขาปฏิเสธคำขอของพรรค ADR โดยให้เหตุผลเรื่องงบประมาณ และมองว่าการมีภาษาฝรั่งเศสและภาษาเยอรมันเป็นภาษาราชการอยู่แล้วนั้น เพียงพอต่อความต้องการของประเทศลักเซมเบิร์ก
รางวัลเกียรติยศที่เขาได้รับมีอะไรบ้าง?
เขาได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด Grand Cross of the Order of Merit จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีในปี 2010 และได้รับแต่งตั้งเป็น Commander of the National Order of the Legion of Honour จากสาธารณรัฐฝรั่งเศสในปี 2013
จุดยืนของเขาต่อความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นอย่างไร?
เขามองว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่สามารถสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนได้ หากไม่มีการแก้ปัญหาด้วยแนวทางสองรัฐ (Two-state solution) และเขามองว่าข้อตกลงนี้เป็นการละเลยต่อชาวปาเลสไตน์