← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Jeffrey Katzenberg ผู้สร้างตำนานแอนิเมชันและผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการสื่อระดับโลก

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Jeffrey Katzenberg ผู้สร้างตำนานแอนิเมชันและผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการสื่อระดับโลก

Jeffrey Katzenberg ผู้สร้างตำนานแอนิเมชันและผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการสื่อระดับโลก หากพูดถึงบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมวงการภาพยนตร์แอนิเมชันของโลก ชื่อของ Jeffrey Katze…

Jeffrey KatzenbergDreamWorks AnimationWalt Disney Studiosผู้ผลิตภาพยนตร์

Jeffrey Katzenberg ผู้สร้างตำนานแอนิเมชันและผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการสื่อระดับโลก

หากพูดถึงบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมวงการภาพยนตร์แอนิเมชันของโลก ชื่อของ Jeffrey Katzenberg จะต้องปรากฏอยู่ในลำดับต้นๆ เขาคือนักบริหารและโปรดิวเซอร์ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสตูดิโอระดับยักษ์ใหญ่อย่าง Disney และ DreamWorks รวมถึงการเป็นผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงการเมืองสหรัฐฯ

Content image

เส้นทางเริ่มต้นและการก้าวเข้าสู่โลกภาพยนตร์

Jeffrey Katzenberg เกิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 1950 ณ นครนิวยอร์ก ในครอบครัวชาวยิว โดยมีมารดาเป็นศิลปินและบิดาเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ความสนใจในด้านการบริหารและการจัดการของเขาปรากฏให้เห็นตั้งแต่เยาว์วัย โดยในวัยเพียง 14 ปี เขาได้อาสาช่วยงานในแคมเปญเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กของ John Lindsay จนได้รับฉายาว่า "Squirt"

หลังจากเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์กได้เพียงปีเดียว เขาตัดสินใจลาออกเพื่อทำงานเต็มตัวให้กับ Lindsay ก่อนจะเริ่มต้นอาชีพในวงการบันเทิงด้วยการเป็นผู้ช่วยของโปรดิวเซอร์ David V. Picker และต่อมาได้ทำงานกับ Barry Diller ประธาน Paramount Pictures ซึ่งที่นี่เองที่เขาได้พิสูจน์ฝีมือด้วยการฟื้นฟูแฟรนไชส์ Star Trek จนเกิดเป็นภาพยนตร์ Star Trek: The Motion Picture และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานฝ่ายผลิตที่ดูแลภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Indiana Jones and the Temple of Doom

ยุคทองที่ Walt Disney Studios และการพลิกฟื้นแอนิเมชัน

ในปี 1984 Katzenberg ได้ย้ายตาม Michael Eisner ไปดำรงตำแหน่งประธานของ Walt Disney Studios ในช่วงเวลานั้น Disney ตกอยู่ในสภาวะวิกฤตและมีรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศต่ำที่สุดในบรรดาสตูดิโอใหญ่ เขาจึงเริ่มกลยุทธ์ใหม่ด้วยการสร้างภาพยนตร์คอมเมดี้สำหรับผู้ใหญ่ภายใต้แบรนด์ Touchstone Pictures เช่น Pretty Woman และ Dead Poets Society ซึ่งส่งผลให้ Disney กลับมาครองอันดับหนึ่งในตลาดภาพยนตร์ได้ในปี 1987

นอกเหนือจากภาพยนตร์คนแสดง เขายังได้รับมอบหมายให้กอบกู้หน่วยงาน Feature Animation (หน่วยผลิตภาพยนตร์แอนิเมชันขนาดยาว) แม้ในช่วงแรกจะมีความขัดแย้งในการตัดต่อภาพยนตร์เรื่อง The Black Cauldron แต่ในเวลาต่อมาเขาก็สามารถนำพาสตูดิโอเข้าสู่ยุคเรเนซองส์ของดิสนีย์ โดยสร้างผลงานระดับตำนานอย่าง The Little Mermaid, Beauty and the Beast (แอนิเมชันเรื่องแรกที่เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม), Aladdin และ The Lion King นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ผลักดันข้อตกลงกับ Pixar เพื่อสร้าง Toy Story ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคแอนิเมชัน 3D

Content image

การก่อตั้ง DreamWorks และการปฏิวัติสู่โลกดิจิทัล

ความขัดแย้งภายในเรื่องการจัดสรรความดีความชอบและความทะเยอทะยานในตำแหน่งประธานบริษัท ทำให้ Katzenberg ตัดสินใจลาออกจาก Disney ในปี 1994 และร่วมกับ Steven Spielberg และ David Geffen ก่อตั้ง DreamWorks SKG โดยเขารับหน้าที่ดูแลด้านแอนิเมชันเป็นหลัก

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมากคือ Shrek ซึ่งเป็นการท้าทายขนบการเล่าเรื่องแบบเดิมๆ และหลังจากความล้มเหลวของ Sinbad: Legend of the Seven Seas ในปี 2003 Katzenberg ได้ตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางของสตูดิโอจากการวาดด้วยมือ (Traditional Animation) ไปสู่ Computer-Generated Imagery (CGI) หรือแอนิเมชันที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จของ Kung Fu Panda และ How to Train Your Dragon

ในปี 2004 เขาได้แยก DreamWorks Animation (DWA) ออกมาเป็นบริษัทมหาชน และดำรงตำแหน่ง CEO จนกระทั่ง NBCUniversal เข้าซื้อกิจการในปี 2016 ด้วยมูลค่า 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Content image

การลงทุนในสื่อสมัยใหม่และบทเรียนจาก Quibi

หลังจากออกจาก DWA ในปี 2016 เขาได้ก่อตั้ง WndrCo บริษัทร่วมลงทุนในสื่อดิจิทัล และได้เปิดตัว Quibi ในปี 2020 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอขนาดสั้นสำหรับสมาร์ทโฟน โดยตั้งเป้าให้เป็น "Netflix สำหรับมือถือ" และระดมทุนได้มหาศาลจากยักษ์ใหญ่ในวงการสื่อ

อย่างไรก็ตาม Quibi กลับประสบความล้มเหลวอย่างรุนแรงและต้องปิดตัวลงหลังจากเปิดดำเนินการได้เพียง 6 เดือน โดยสูญเสียเงินลงทุนไปถึง 1.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง Katzenberg ระบุว่าสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

บทบาททางการเมืองและการกุศล

นอกเหนือจากวงการบันเทิง Katzenberg ยังเป็นผู้สนับสนุนหลักของพรรคเดโมแครต โดยเป็นผู้ระดมทุนรายใหญ่ให้กับ Barack Obama และ Hillary Clinton รวมถึงดำรงตำแหน่งประธานร่วมในแคมเปญหาเสียงของ Joe Biden และ Kamala Harris ในปี 2024

ในด้านการกุศล เขาและภรรยา Marilyn Siegel ได้บริจาคเงินจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการศึกษาและศิลปะ เช่น การก่อตั้งศูนย์ Katzenberg ที่ Boston University และศูนย์แอนิเมชันที่ University of Southern California รวมถึงการบริจาคเงิน 5 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยไฟป่าในแคลิฟอร์เนียตอนใต้เมื่อต้นปี 2025

Content image

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ผู้ร่วมก่อตั้ง: Hollywood Pictures, DreamWorks SKG, DreamWorks Animation และ WndrCo
  • ผลงานเด่น: มีส่วนสำคัญในการสร้าง The Lion King, Shrek และ Kung Fu Panda
  • จุดเปลี่ยนสำคัญ: เปลี่ยนผ่านการผลิตแอนิเมชันจาก 2D แบบดั้งเดิมสู่ 3D CGI เต็มรูปแบบ
  • รางวัลเกียรติยศ: ได้รับรางวัล Jean Hersholt Humanitarian Award และเหรียญ National Medal of Arts
  • ความล้มเหลวครั้งใหญ่: การปิดตัวของ Quibi ที่สูญเสียเงินลงทุนกว่าพันล้านดอลลาร์
สรุปเส้นทางอาชีพของ Jeffrey Katzenberg
ช่วงปี องค์กร/บริษัท บทบาทสำคัญ ผลงาน/เหตุการณ์เด่น
1970s - ต้น 1980s Paramount Pictures ประธานฝ่ายผลิต Star Trek: The Motion Picture
1984 - 1994 Walt Disney Studios ประธานสตูดิโอ The Lion King, Beauty and the Beast
1994 - 2016 DreamWorks Animation ผู้ร่วมก่อตั้ง / CEO Shrek, Kung Fu Panda
2016 - ปัจจุบัน WndrCo / Quibi ผู้ก่อตั้ง การลงทุนในสื่อดิจิทัล และแพลตฟอร์ม Quibi
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Jeffrey Katzenberg มีความสำคัญอย่างไรต่อวงการแอนิเมชัน?

เขามีบทบาทสำคัญในการนำพา Disney กลับสู่ยุครุ่งเรืองผ่านภาพยนตร์แอนิเมชันคลาสสิก และเป็นผู้ผลักดันให้ DreamWorks เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี CGI ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานหลักของภาพยนตร์แอนิเมชันในปัจจุบัน

ทำไม Quibi ถึงล้มเหลว?

Quibi ประสบปัญหาเนื่องจากรูปแบบคอนเทนต์วิดีโอสั้นที่ออกแบบมาเพื่อการรับชมขณะเดินทาง ซึ่งไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงล็อกดาวน์จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้แพลตฟอร์มปิดตัวลงในเวลาเพียง 6 เดือน

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ Disney จบลงอย่างไร?

จบลงด้วยความขัดแย้งเรื่องการเลื่อนตำแหน่งและการยอมรับในผลงาน ซึ่งนำไปสู่การลาออกในปี 1994 และมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่จบลงด้วยการประนีประนอมนอกศาลเป็นเงินประมาณ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เขามีบทบาททางการเมืองอย่างไร?

เขาเป็นหนึ่งในผู้ระดมทุนรายใหญ่ที่สุดให้กับพรรคเดโมแครต และเป็นที่ปรึกษา รวมถึงประธานร่วมในแคมเปญหาเสียงของประธานาธิบดี Joe Biden และ Kamala Harris