← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Jeffrey Sterling อดีตเจ้าหน้าที่ CIA กับมหากาพย์คดีจารกรรมและข้อพิพาทเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Jeffrey Sterling อดีตเจ้าหน้าที่ CIA กับมหากาพย์คดีจารกรรมและข้อพิพาทเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ

Jeffrey Sterling อดีตเจ้าหน้าที่ CIA กับมหากาพย์คดีจารกรรมและข้อพิพาทเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ เรื่องราวของ Jeffrey Alexander Sterling ไม่ใช่เพียงแค่คดีการรั่วไหลของข้อมูล…

Jeffrey SterlingCIAEspionage ActOperation Merlin

Jeffrey Sterling อดีตเจ้าหน้าที่ CIA กับมหากาพย์คดีจารกรรมและข้อพิพาทเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ

เรื่องราวของ Jeffrey Alexander Sterling ไม่ใช่เพียงแค่คดีการรั่วไหลของข้อมูลลับทางราชการทั่วไป แต่เป็นมหากาพย์ที่ผสมผสานระหว่างการปฏิบัติการจารกรรมระดับโลก ข้อขัดแย้งภายในองค์กร และการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนานหลายทศวรรษ ในฐานะอดีตเจ้าหน้าที่ของ CIA (Central Intelligence Agency หรือ สำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ) Sterling กลายเป็นบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายจารกรรมจากการเปิดเผยข้อมูลปฏิบัติการลับให้แก่สื่อมวลชน

Content image

เส้นทางอาชีพและการทำงานในเงามืด

Sterling เริ่มต้นเส้นทางสายวิชาการด้วยความโดดเด่น โดยสำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์จาก Millikin University ในปี 1989 และคว้าปริญญานิติศาสตรดุษฎี (Juris Doctor) จาก Washington University School of Law ในปี 1992 ก่อนจะก้าวเข้าสู่ CIA ในวันที่ 14 พฤษภาคม 1993

ด้วยความสามารถที่โดดเด่น เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในกลุ่มงานอิหร่าน ภายใต้แผนกตะวันออกใกล้และเอเชียใต้ โดยได้รับสิทธิ์เข้าถึง Sensitive Comparted Information (ข้อมูลลับเฉพาะที่ถูกจำกัดการเข้าถึงอย่างเข้มงวด) รวมถึงสายลับและปฏิบัติการลับต่างๆ

ในช่วงปี 1997-2000 Sterling ได้รับการฝึกภาษาเปอร์เซียและถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ทั้งในเยอรมนีและนิวยอร์ก เพื่อสรรหาชาวอิหร่านมาเป็นสายลับ โดยมีบทบาทสำคัญในการดูแลสายลับชาวรัสเซียผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์ เพื่อส่งต่อแบบแปลนหัวรบนิวเคลียร์ที่ "บกพร่อง" ให้กับทางอิหร่าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการที่ชื่อว่า Operation Merlin

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งและการถูกเลิกจ้าง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ปี 2000 เมื่อ Sterling ยื่นคำร้องต่อสำนักงานการจ้างงานที่เท่าเทียมของ CIA โดยกล่าวหาว่าผู้บริหารมีพฤติกรรม เหยียดเชื้อชาติ (Racial Discrimination) หลังจากนั้นไม่นาน ในเดือนมีนาคม 2001 เขาถูกระงับสิทธิ์ในการเข้าถึงเอกสารลับของปฏิบัติการ และถูกสั่งพักงานทางปกครอง

ความขัดแย้งนี้บานปลายจนนำไปสู่การฟ้องร้อง แต่ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ เขต 4 ได้ยกฟ้องคดีนี้ในปี 2005 โดยอ้าง State Secrets Privilege (สิทธิพิเศษในการปกปิดความลับของรัฐ) เนื่องจากศาลเห็นว่า Sterling ไม่สามารถพิสูจน์การเลือกปฏิบัติในการจ้างงานได้โดยไม่เปิดเผยข้อมูลลับของปฏิบัติการจารกรรม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ สุดท้ายสัญญาจ้างของเขากับ CIA สิ้นสุดลงในวันที่ 31 มกราคม 2002

การถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายจารกรรม

ระหว่างปี 2002 ถึง 2004 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ดักฟังอีเมลและการติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่าง Sterling และ James Risen นักข่าวชื่อดัง ซึ่งนำไปสู่ข้อกล่าวหาว่าเขาเปิดเผยข้อมูลป้องกันประเทศให้แก่บุคคลที่ไม่มีอำนาจรับทราบ นอกจากนี้ Sterling ยังเคยแจ้งข้อกังวลเกี่ยวกับความล้มเหลวและความอันตรายของ Operation Merlin ต่อคณะกรรมการข่าวกรองของวุฒิสภาอีกด้วย

ในวันที่ 6 มกราคม 2011 Sterling ถูกจับกุมในข้อหาครอบครองและเปิดเผยข้อมูลป้องกันประเทศโดยมิชอบ, ฉ้อโกงทางไปรษณีย์, ส่งมอบทรัพย์สินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต และขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ 5 ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ถูกฟ้องร้องภายใต้ Espionage Act (กฎหมายจารกรรม) ในข้อหาจัดการข้อมูลป้องกันประเทศอย่างไม่เหมาะสม

แม้ Sterling จะยืนยันว่าเขาไม่ได้เปิดเผยความลับ และการดำเนินคดีครั้งนี้เป็นเพียงการแก้แค้นที่เขาฟ้องร้องเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ แต่ในวันที่ 26 มกราคม 2015 เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง และถูกตัดสินจำคุก 3 ปีครึ่งในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน โดยผู้พิพากษาเน้นย้ำว่าการเปิดเผยตัวตนของสายลับเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องได้รับโทษเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง

ชีวิตในเรือนจำและการเริ่มต้นใหม่

ระหว่างถูกคุมขังที่ FCI Englewood Sterling และภรรยาของเขา Holly Sterling ได้ออกมาเปิดเผยถึงการได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการขาดการรักษาทางการแพทย์สำหรับโรคหัวใจที่รุนแรง และการถูกกักบริเวณเดี่ยวหลังจากถูกกล่าวหาว่าข่มขู่เจ้าหน้าที่ ซึ่งส่งผลให้เขามีอาการทางหัวใจกำเริบ

Sterling ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในเดือนมกราคม 2018 นอกจากนี้เขายังมีประวัติการทำงานที่น่าชื่นชมในด้านอื่น เช่น การได้รับรางวัล Anti-Fraud Award ปี 2010 จาก Blue Cross Blue Shield Association จากการช่วยทลายเครือข่ายฉ้อโกง Medicare ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้รับรางวัล Sam Adams Award ในปี 2019

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • Jeffrey Sterling: อดีตเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ CIA ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านและภาษาเปอร์เซีย
  • Operation Merlin: ปฏิบัติการลับที่ส่งแบบแปลนหัวรบนิวเคลียร์ที่ใช้งานไม่ได้ให้แก่อิหร่าน
  • ข้อหาหลัก: ละเมิด Espionage Act จากการให้ข้อมูลแก่ James Risen
  • ประเด็นขัดแย้ง: การฟ้องร้องเรื่องการเหยียดเชื้อชาติภายใน CIA ซึ่งนำไปสู่การถูกเลิกจ้าง
  • บทลงโทษ: จำคุก 3 ปี 6 เดือน (ปล่อยตัวมกราคม 2018)
สรุปไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญของ Jeffrey Sterling
ปี (ค.ศ.) เหตุการณ์ รายละเอียดสำคัญ
1993 เข้าทำงานที่ CIA เริ่มอาชีพเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง
2000 ยื่นคำร้องเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ ร้องเรียนการเลือกปฏิบัติภายในองค์กร
2002 พ้นสภาพการเป็นเจ้าหน้าที่ ถูกเลิกจ้างหลังจากความขัดแย้งกับ CIA
2011 ถูกจับกุม ถูกฟ้องในข้อหาจารกรรมและเปิดเผยความลับรัฐ
2015 ถูกตัดสินจำคุก รับโทษจำคุก 3 ปีครึ่ง
2018 ได้รับการปล่อยตัว พ้นโทษจากเรือนจำ FCI Englewood
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Jeffrey Sterling ถูกตัดสินจำคุกด้วยข้อหาอะไร?

เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดภายใต้ Espionage Act ในข้อหาเปิดเผยข้อมูลลับด้านการป้องกันประเทศ โดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับ Operation Merlin ให้กับนักข่าว James Risen

Operation Merlin คืออะไร?

คือปฏิบัติการลับของ CIA ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งแบบแปลนการสร้างหัวรบนิวเคลียร์ที่ "บกพร่อง" หรือใช้งานไม่ได้ ให้กับประเทศอิหร่าน เพื่อขัดขวางความก้าวหน้าทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ทำไมคดีเหยียดเชื้อชาติของ Sterling ถึงถูกยกฟ้อง?

ศาลใช้หลักการ State Secrets Privilege โดยระบุว่า Sterling ไม่สามารถนำเสนอหลักฐานเพื่อพิสูจน์การเหยียดเชื้อชาติได้ โดยไม่เปิดเผยข้อมูลลับของปฏิบัติการจารกรรม ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ

Sterling มีความเห็นอย่างไรต่อการถูกดำเนินคดีจารกรรม?

เขายืนยันว่าตนเองไม่ได้เปิดเผยความลับที่ส่งผลเสียต่อชาติ แต่เชื่อว่ารัฐบาลใช้คดีนี้เป็นเครื่องมือในการลงโทษเขาที่กล้าฟ้องร้อง CIA ในเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ

นอกเหนือจากงานข่าวกรอง Sterling มีผลงานด้านอื่นหรือไม่?

เขามีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการตรวจสอบทุจริต โดยเคยได้รับรางวัลระดับชาติในปี 2010 จากการช่วยทลายเครือข่ายฉ้อโกง Medicare ซึ่งช่วยรัฐประหยัดเงินได้ถึง 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ