← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Jesse Johnson มือกีตาร์ระดับตำนานผู้ขับเคลื่อนจังหวะ Funk และ Soul

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Jesse Johnson มือกีตาร์ระดับตำนานผู้ขับเคลื่อนจังหวะ Funk และ Soul

Jesse Johnson มือกีตาร์ระดับตำนานผู้ขับเคลื่อนจังหวะ Funk และ Soul หากพูดถึงดนตรีแนว Funk (ดนตรีที่มีจังหวะเน้นความสนุกสนานและเสียงเบสที่โดดเด่น) และ Funk Rock ชื่อของ Je…

Jesse JohnsonThe TimePrinceFunk Music

Jesse Johnson มือกีตาร์ระดับตำนานผู้ขับเคลื่อนจังหวะ Funk และ Soul

หากพูดถึงดนตรีแนว Funk (ดนตรีที่มีจังหวะเน้นความสนุกสนานและเสียงเบสที่โดดเด่น) และ Funk Rock ชื่อของ Jesse Johnson คือหนึ่งในศิลปินผู้มีอิทธิพลอย่างยิ่ง เขาเป็นที่รู้จักในฐานะมือกีตาร์ฝีมือฉกาจจากวง The Time ยุคก่อตั้งในปี 1981 ซึ่งต่อมาในปี 2011 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Original 7ven

เส้นทางชีวิตและการเริ่มต้นในโลกดนตรี

Jesse Woods Johnson เกิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 1960 ที่เมือง Rock Island รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ชีวิตในวัยเด็กของเขาต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเมื่อพ่อแม่แยกทางกัน ทำให้เขาต้องย้ายไปอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมที่ East St. Louis ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ก่อนจะย้ายกลับมาอยู่กับบิดาในเวลาต่อมา

ความหลงใหลในเสียงดนตรีเริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาอายุ 15 ปี โดยเริ่มฝึกฝนการเล่นกีตาร์และสั่งสมประสบการณ์กับวงร็อกท้องถิ่นหลายวง เช่น Treacherous Funk, Pilot และ Dealer จนกระทั่งในปี 1981 เขาได้รับคำแนะนำจาก Robbie Muskeyvalley ให้ย้ายไปที่เมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาได้พบกับ Morris Day และได้ร่วมงานกับ Prince ศิลปินผู้ทรงอิทธิพลในฐานะมือกีตาร์หลักของวง The Time

Johnson in 1988

ความสำเร็จร่วมกับ The Time และก้าวสู่ศิลปินเดี่ยว

ในช่วงแรกของวง The Time แม้ว่า Prince จะเป็นผู้เขียนเพลงและบันทึกเสียงเป็นส่วนใหญ่ แต่ Jesse ก็ได้มีส่วนร่วมในโปรเจกต์ Vanity 6 โดยร่วมแต่งเพลง "Bite the Beat" กับ Prince และเมื่อถึงอัลบั้มที่สามอย่าง Ice Cream Castle เขาก็มีบทบาทสำคัญในเพลงฮิตอย่าง "The Bird" และ "Jungle Love" ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงจากภาพยนตร์เรื่อง Purple Rain

หลังจากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว Jesse ตัดสินใจแยกตัวออกมาสร้างเส้นทางของตัวเองในปี 1984 โดยเซ็นสัญญากับค่าย A&M Records และออกอัลบั้ม Jesse Johnson's Revue ในปีถัดมา ซึ่งมีเพลงดังอย่าง "Be Your Man", "Can You Help Me" และ "I Want My Girl" ตามมาด้วยอัลบั้ม Shockadelica ในปี 1986 ที่มีเพลงฮิต "Crazay" ซึ่งเป็นการร้องคู่กับ Sly Stone และปิดท้ายยุคทองด้วยอัลบั้ม Every Shade of Love ในปี 1988

บทบาทเบื้องหลังและการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่

นอกจากการเป็นศิลปินเดี่ยว Jesse ยังเป็นโปรดิวเซอร์ที่มากฝีมือ โดยได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมากมาย เช่น Janet Jackson, Paula Abdul, After 7 และ Cheryl Lynn นอกจากนี้เขายังมีผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น The Breakfast Club, Pretty in Pink และ White Men Can't Jump

แม้จะมีการรวมตัวของวง The Time อีกครั้งในปี 1990 ในอัลบั้ม Pandemonium ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาได้ใส่ซาวด์กีตาร์แบบ Hard Rock ลงไปในเพลง แต่หลังจากนั้นเขาก็หันไปทำงานเบื้องหลังและออกอัลบั้ม Bare My Naked Soul ในปี 1996 ซึ่งเปลี่ยนแนวทางจาก Funk ไปสู่ Blues และ Hard Rock อย่างเต็มตัว

ในปี 2009 Jesse กลับมาสร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยอัลบั้มคู่ Verbal Penetration ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอก (Magnum Opus) ที่ผสมผสานทั้งจังหวะ Funk, Rock และการเล่าเรื่องแบบ Spoken-word ไว้อย่างลงตัว และในปี 2012 เขาได้รับเกียรติให้เป็นมือกีตาร์หลักในรายการพิเศษของ PBS ชื่อ In Performance at the White House: Red, White and Blues ร่วมกับศิลปินระดับโลกอย่าง B.B. King และ Mick Jagger

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • จุดเริ่มต้น: เริ่มเล่นกีตาร์ตอนอายุ 15 ปี และแจ้งเกิดในฐานะมือกีตาร์วง The Time ของ Prince
  • ผลงานเด่น: อัลบั้ม Shockadelica มียอดขายทั่วโลกสูงถึง 1 ล้านก๊อปปี้
  • ความหลากหลาย: มีทักษะครอบคลุมตั้งแต่ Funk, Soul, R&B ไปจนถึง Hard Rock และ Blues
  • บทบาทโปรดิวเซอร์: เคยร่วมงานกับซูเปอร์สตาร์อย่าง Janet Jackson และ Paula Abdul
สรุปผลงานอัลบั้มเดี่ยวที่สำคัญของ Jesse Johnson
ปีที่ออก ชื่ออัลบั้ม ค่ายเพลง ยอดขายทั่วโลก (โดยประมาณ)
1985 Jesse Johnson's Revue A&M Records 700,000
1986 Shockadelica A&M Records 1,000,000
1988 Every Shade of Love A&M Records 500,000
1996 Bare My Naked Soul Dinosaur Entertainment -
2009 Verbal Penetration Bellavenix Music -
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Jesse Johnson มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับ Prince?

เขาเป็นมือกีตาร์หลักของวง The Time ซึ่งเป็นวง Funk Rock ที่ก่อตั้งโดย Prince และเคยร่วมแต่งเพลงในโปรเจกต์ Vanity 6 ร่วมกับ Prince ด้วย

อัลบั้มใดของ Jesse Johnson ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด?

อัลบั้ม Shockadelica (1986) ประสบความสำเร็จสูงสุด โดยมียอดขายทั่วโลกถึง 1 ล้านก๊อปปี้ และมีเพลงฮิตอย่าง "Crazay"

แนวเพลงของ Jesse Johnson เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตามกาลเวลา?

เขาเริ่มต้นจากแนว Funk และ Funk Rock ในยุค 80 จากนั้นได้ทดลองแนว Blues และ Hard Rock ในอัลบั้ม Bare My Naked Soul และผสมผสานหลายสไตล์ในผลงานยุคหลัง

นอกจากงานเพลงแล้ว Jesse Johnson มีผลงานด้านอื่นหรือไม่?

เขามีผลงานโดดเด่นในฐานะโปรดิวเซอร์เพลงให้กับศิลปินชื่อดัง และสร้างสรรค์เพลงประกอบภาพยนตร์หลายเรื่องในฮอลลีวูด