John Boehner เส้นทางชีวิตจากลูกหลานครอบครัวธรรมดาสู่ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ
John Boehner (จอห์น โบเนอร์) คือหนึ่งในบุคคลสำคัญทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 53 ในช่วงปี 2011 ถึง 2015 เขาเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันที่สร้างชื่อจากการเป็นตัวแทนเขต 8 ของรัฐโอไฮโอติดต่อกันถึง 13 สมัย โดยมีจุดเด่นในเรื่องความสามารถในการเจรจาและการนำพรรคผ่านช่วงเวลาที่ท้าทาย

จุดเริ่มต้นและชีวิตวัยเยาว์
โบเนอร์เกิดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 1949 ที่เมืองรีดดิ้ง รัฐโอไฮโอ ในครอบครัวที่มีลูกถึง 12 คน เขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เรียบง่าย โดยต้องใช้ห้องน้ำร่วมกับพี่น้องทุกคนในบ้านหลังเล็กๆ และเริ่มช่วยงานที่บาร์ของครอบครัวตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ปู่ของเขาเริ่มก่อตั้งไว้ตั้งแต่ปี 1938
ในด้านการศึกษา เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยม Moeller High School โดยเคยเป็นนักกีฬาฟุตบอลตำแหน่งไลน์แบ็กเกอร์ หลังจากนั้นเขาได้สมัครเข้ากองทัพเรือสหรัฐฯ ในปี 1968 แต่ต้องลาออกหลังจากปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 8 สัปดาห์เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพหลัง โบเนอร์มุ่งมั่นด้านการศึกษาจนสามารถคว้าปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจจาก Xavier University ในปี 1977 ซึ่งทำให้เขากลายเป็นคนแรกของครอบครัวที่เรียนจบระดับมหาวิทยาลัย โดยเขาต้องทำงานหลายอย่างควบคู่กันไปตลอด 7 ปีเพื่อส่งเสียตัวเองเรียน

ก้าวแรกสู่เส้นทางการเมืองและธุรกิจ
หลังจบการศึกษา โบเนอร์เริ่มต้นชีวิตการทำงานในบริษัท Nucite Sales ซึ่งเป็นธุรกิจขายพลาสติกขนาดเล็ก ด้วยความสามารถในการบริหารทำให้เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วจนก้าวขึ้นเป็นประธานบริษัท ก่อนจะลาออกในปี 1990 เพื่อเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว
เขามีประสบการณ์ทางการเมืองระดับท้องถิ่นมาก่อน โดยเคยเป็นคณะกรรมการบริหาร Union Township ในเคาน์ตี้บัตเลอร์ และดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐโอไฮโอระหว่างปี 1985 ถึง 1990 ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจการบริหารงานภาครัฐก่อนจะก้าวสู่ระดับประเทศ
บทบาทในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ
โบเนอร์เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในปี 1990 หลังจากชนะการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรครีพับลิกันด้วยคะแนน 49% แม้ว่าในช่วงแรกเขาจะไม่เป็นที่รู้จักและมีงบประมาณในการหาเสียงน้อยกว่าคู่แข่งอย่างมาก แต่เขาก็สามารถเอาชนะคู่แข่งจากพรรคเดโมแครตได้อย่างขาดลอย และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องถึง 12 สมัย
ในช่วงปีแรกๆ เขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Gang of Seven ซึ่งเป็นกลุ่มสส. ที่เปิดโปงเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการธนาคารในสภา และมีบทบาทสำคัญในการร่าง Contract with America ในปี 1994 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ช่วยให้พรรครีพับลิกันกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ทศวรรษ

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำพรรค
โบเนอร์ไต่เต้าตำแหน่งในพรรครีพับลิกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ประธานการประชุมพรรครีพับลิกัน (1995-1999) และประธานคณะกรรมการการศึกษาและแรงงาน (2001-2006) ซึ่งผลงานที่เขาภาคภูมิใจที่สุดคือการร่วมผลักดัน No Child Left Behind Act ปี 2001 ร่วมกับวุฒิสมาชิก Ted Kennedy เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาของเด็กสหรัฐฯ
ต่อมาเขาได้รับเลือกเป็นผู้นำเสียงข้างมาก (Majority Leader) ในปี 2006 และเปลี่ยนเป็นผู้นำเสียงข้างน้อย (Minority Leader) ในปี 2007 หลังจากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภา โดยในช่วงนี้เขาถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสส. ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐฯ

ประธานสภาผู้แทนราษฎร (2011–2015)
หลังชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2010 โบเนอร์ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร (Speaker of the House) ในเดือนมกราคม 2011 การดำรงตำแหน่งของเขาเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับประธานาธิบดี Barack Obama ในเรื่องงบประมาณและนโยบายสาธารณสุข (Obamacare)
เขาพยายามผลักดันนโยบายลดการใช้จ่ายของรัฐบาลและคัดค้านกฎหมายบางประการของรัฐบาลเดโมแครต อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งภายในพรรครีพับลิกันเอง โดยเฉพาะจากกลุ่มอนุรักษนิยมสายแข็ง ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งและลาออกจากสภาในเดือนตุลาคม 2015 โดยส่งไม้ต่อให้กับ Paul Ryan

ชีวิตหลังการเมืองและบทบาทในโลกธุรกิจ
หลังจากอำลาวงการเมือง โบเนอร์ได้เข้าสู่สายงานล็อบบี้ยิสต์ โดยเข้าร่วมกับบริษัท Squire Patton Boggs และดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัท Reynolds American นอกจากนี้เขายังสร้างความประหลาดใจด้วยการเข้าร่วมบอร์ดบริหารของ Acreage Holdings บริษัทกัญชา เพื่อสนับสนุนการใช้กัญชาทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจุดยืนจากสมัยที่เขาอยู่ในสภา
ในปี 2021 เขาได้ตีพิมพ์หนังสือบันทึกความทรงจำชื่อ On the House: A Washington Memoir ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์เพื่อนร่วมพรรคและนักการเมืองหลายคน รวมถึง Donald Trump และ Ted Cruz โดยเขามองว่าการบุกรุกอาคารแคปิตอลเมื่อวันที่ 6 มกราคม เป็นเรื่องน่าอับอายและเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ตำแหน่งสูงสุด: ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ คนที่ 53 (2011-2015)
- สังกัดพรรค: รีพับลิกัน (Republican Party)
- ผลงานเด่น: ร่วมผลักดันกฎหมาย No Child Left Behind Act และ Contract with America
- การศึกษา: ปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจจาก Xavier University
- จุดเปลี่ยนชีวิต: ลาออกจากกองทัพเรือหลังปฏิบัติหน้าที่ได้ 8 สัปดาห์เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หลัง
| ช่วงปี | ตำแหน่ง | บทบาทสำคัญ |
|---|---|---|
| 1991 – 2015 | สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (โอไฮโอ เขต 8) | ตัวแทนประชาชนในรัฐโอไฮโอติดต่อกัน 13 สมัย |
| 2001 – 2006 | ประธานคณะกรรมการการศึกษาและแรงงาน | ผลักดันการปฏิรูปการศึกษาและกฎหมายบำนาญ |
| 2007 – 2011 | ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร | ผู้นำพรรครีพับลิกันในช่วงที่ไม่ได้ครองเสียงข้างมาก |
| 2011 – 2015 | ประธานสภาผู้แทนราษฎร (Speaker of the House) | บริหารจัดการสภาและเจรจางบประมาณกับประธานาธิบดี |
คำถามที่พบบ่อย
John Boehner ลาออกจากตำแหน่งประธานสภาเพราะอะไร?
เขาลาออกเนื่องจากความขัดแย้งภายในพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะการต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษนิยมในเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้ Planned Parenthood ซึ่งทำให้การบริหารงานในสภาเป็นไปได้อย่างยากลำบาก
ผลงานที่ John Boehner ภาคภูมิใจที่สุดคืออะไร?
เขาเคยระบุว่าการร่วมร่างและผลักดันกฎหมาย No Child Left Behind Act ของปี 2001 คือความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตการทำงานด้านสาธารณะของเขา
เขามีความสัมพันธ์อย่างไรกับ Donald Trump?
แม้ว่าเขาจะลงคะแนนเสียงเลือก Trump ในการเลือกตั้งปี 2020 เนื่องจากเห็นด้วยกับการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง แต่ในเวลาต่อมาเขาได้วิพากษ์วิจารณ์ Trump อย่างรุนแรง โดยเฉพาะเหตุการณ์บุกรุกอาคารแคปิตอลวันที่ 6 มกราคม
หลังเกษียณจากการเมือง เขาทำอาชีพอะไร?
เขาทำงานเป็นล็อบบี้ยิสต์ในบริษัทชั้นนำ และเป็นกรรมการบริหารในบริษัทเอกชนหลายแห่ง รวมถึงบริษัทในอุตสาหกรรมยาสูบและกัญชาทางการแพทย์
จุดยืนของเขาต่อเรื่องการสมรสเท่าเทียมเป็นอย่างไร?
โบเนอร์คัดค้านการสมรสเท่าเทียม โดยเขาได้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจำกัดการแต่งงานให้เป็นเรื่องของชายและหญิงเท่านั้น เพื่อปกป้องสถาบันครอบครัวแบบดั้งเดิม