Joshua S. Goldstein กับทฤษฎีวัฏจักรแห่งอำนาจนำระดับโลก
ในโลกของการศึกษาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชื่อของ Joshua S. Goldstein เป็นที่รู้จักในฐานะนักวิชาการผู้ทรงอิทธิพล โดยเขาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ (Professor Emeritus) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ American University นอกจากนี้เขายังมีประวัติการทำงานในสถาบันชั้นนำอย่าง University of Southern California และ University of Massachusetts, Amherst โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก Stanford University ในปี 1981 และคว้าปริญญาเอกจาก MIT ในปี 1986
นอกเหนือจากบทบาททางวิชาการ Goldstein ยังมีความสนใจในด้านมนุษยธรรม โดยในปี 1993 เขาได้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการสนับสนุนบอสเนีย (Bosnia Support Committee) เป็นเวลาสองปี เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าว
ทฤษฎีวัฏจักรแห่งอำนาจนำ (Hegemony Cycle)
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งของ Goldstein คือการนำเสนอแนวคิดเรื่อง วัฏจักรแห่งอำนาจนำ (Hegemony Cycle) ซึ่งระบุว่าโลกจะมีการผลัดเปลี่ยนอำนาจสูงสุดทุกๆ ประมาณ 150 ปี โดยเขาได้วิเคราะห์มหาอำนาจที่ครองโลกตั้งแต่ปี 1494 เป็นต้นมาไว้ 4 ยุคสมัย ดังนี้:
- สเปนภายใต้ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (1494–1648): สิ้นสุดลงด้วยสงครามสามสิบปี ซึ่งสเปนตกอยู่ในฐานะผู้ท้าชิงอำนาจเสียเอง นำไปสู่สนธิสัญญาเวสต์ฟาเลียและการกำเนิดของรัฐชาติ
- เนเธอร์แลนด์ (1648–1815): สิ้นสุดลงจากการท้าทายของฝรั่งเศสในช่วงสงครามปฏิวัติและสงครามนโปเลียน นำไปสู่สนธิสัญญาเวียนนาและระบบการประชุม (Congress System)
- บริเตนใหญ่ (1815–1945): สิ้นสุดลงหลังการท้าทายจากเยอรมนีในสงครามโลกทั้งสองครั้ง และการจัดระเบียบโลกใหม่หลังสงคราม ซึ่งมีการก่อตั้งองค์กรสำคัญอย่าง UN, NATO, IMF, World Bank และ GATT
- สหรัฐอเมริกา (1945–ปัจจุบัน): มหาอำนาจนำในยุคปัจจุบัน
| มหาอำนาจนำ | ช่วงเวลา (ปี) | ปัจจัยที่ทำให้สิ้นสุดอำนาจ |
|---|---|---|
| สเปน (Hapsburg Spain) | 1494–1648 | สงครามสามสิบปี และสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย |
| เนเธอร์แลนด์ (Netherlands) | 1648–1815 | สงครามนโปเลียน และสนธิสัญญาเวียนนา |
| บริเตนใหญ่ (Great Britain) | 1815–1945 | สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 |
| สหรัฐอเมริกา (United States) | 1945–ปัจจุบัน | (ยังไม่สิ้นสุด) |
การคาดการณ์อนาคตและความเสี่ยงระดับโลก
Goldstein วิเคราะห์ว่าอำนาจนำของสหรัฐฯ อาจถูกท้าทายและสิ้นสุดลงในเวลาที่ไม่แน่นอน โดยเขามองว่า จีน คือผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดในการก้าวขึ้นมาแทนที่ นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกอื่นๆ เช่น ยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น หรือสหภาพโซเวียต (ซึ่งเขาเขียนวิเคราะห์ไว้ในปี 1988)
เขายังเตือนว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบันมีความเปราะบาง เนื่องจากยังคงมีการใช้การเมืองเชิงอำนาจแบบ Machiavellian (การใช้อำนาจที่เน้นผลลัพธ์โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม) และการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งทำให้มนุษยชาติต้องเลือกระหว่าง "ความร่วมมือระดับโลก" หรือ "การทำลายล้างตัวเอง" ซึ่งอาจนำไปสู่จุดจบของระบบอำนาจนำโดยสิ้นเชิง
นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่าก่อนหน้าสเปน อาจมีอำนาจนำของเวนิสที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 1350 และส่งต่ออำนาจให้สเปนในปี 1494
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- วัฏจักรเวลา: อำนาจนำระดับโลกมักมีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 150 ปี
- ปัจจัยขับเคลื่อน: การเปลี่ยนแปลงเกิดจากการท้าทายโดยมหาอำนาจใหม่และการทำสงคราม
- ความเสี่ยงปัจจุบัน: อาวุธนิวเคลียร์และการเมืองเชิงอำนาจทำให้โลกอยู่ในสภาวะไม่มั่นคง
- ผู้ท้าชิงหลัก: จีนถูกมองว่าเป็นตัวเต็งในการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจนำคนต่อไป
ผลงานเขียนที่สำคัญ
Goldstein ได้ถ่ายทอดแนวคิดผ่านหนังสือและงานวิจัยหลายเล่ม เช่น Long Cycles: Prosperity and War in the Modern Age (1988) ซึ่งวิเคราะห์เรื่อง Kondratiev Wave (คลื่นเศรษฐกิจระยะยาว) โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านการผลิต ราคา สงคราม นวัตกรรม การลงทุน และค่าจ้างที่แท้จริง
นอกจากนี้ยังมีผลงานเล่มอื่นๆ เช่น The Real Price of War (2005) ที่พูดถึงต้นทุนของสงครามต่อต้านการก่อการร้าย, International Relations (2007), War and Gender (2009) ที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเพศสภาพกับระบบสงคราม และ Winning the War on War (2011) ที่กล่าวถึงการลดลงของความขัดแย้งทางอาวุธทั่วโลก
คำถามที่พบบ่อย
ทฤษฎี Hegemony Cycle ของ Goldstein คืออะไร?
คือแนวคิดที่ว่าโลกจะมีมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวที่ครองความเป็นผู้นำในแต่ละยุค โดยจะมีวงจรการผลัดเปลี่ยนอำนาจทุกๆ ประมาณ 150 ปี
ใครคือมหาอำนาจนำในปัจจุบันตามทฤษฎีนี้?
สหรัฐอเมริกา คือมหาอำนาจนำที่ครองโลกตั้งแต่ปี 1945 เป็นต้นมา
Goldstein มองว่าใครจะขึ้นมาแทนที่สหรัฐอเมริกา?
เขามองว่าจีนเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมที่สุดในการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจนำคนต่อไป แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นยุโรปตะวันตกหรือญี่ปุ่น
Kondratiev Wave เกี่ยวข้องกับงานของ Goldstein อย่างไร?
Goldstein ใช้การวิเคราะห์คลื่นเศรษฐกิจระยะยาว (Kondratiev Wave) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ สงคราม และนวัตกรรม ซึ่งเชื่อมโยงกับวัฏจักรแห่งอำนาจนำ
ทำไม Goldstein ถึงมองว่าโลกปัจจุบันมีความเสี่ยง?
เพราะการคงอยู่ของการเมืองเชิงอำนาจที่ไร้ศีลธรรมและการมีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งหากไม่เกิดความร่วมมือระดับโลก อาจนำไปสู่หายนะครั้งใหญ่ได้