Judith M. Brown นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเอเชียใต้และนักบวชหญิงแห่งคริสตจักรแองกลิกัน
Judith Margaret Brown เป็นบุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นในสองโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือโลกแห่งวิชาการประวัติศาสตร์ระดับโลกและโลกแห่งศรัทธาในฐานะนักบวช เธอเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เอเชียใต้สมัยใหม่ โดยเฉพาะการวิเคราะห์บทบาททางการเมืองของบุคคลสำคัญในอินเดีย
เส้นทางวิชาการและการศึกษา
Judith Brown เกิดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 ณ เมืองกังต็อก ในยุคที่อินเดียยังอยู่ภายใต้การปกครองของบริติชราช (British Raj) หรือการปกครองของอังกฤษ เธอเป็นบุตรสาวของศาสนาจารย์ Wilfred George Brown และ Joan Margaret Adams
เธอเริ่มต้นเส้นทางการศึกษาในสหราชอาณาจักร โดยเข้าศึกษาที่ Girton College แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในปี ค.ศ. 1962 เพื่อศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (PhD) จากสถาบันเดิมในปี ค.ศ. 1968 หลังจากนั้นเธอได้ทำงานเป็นนักวิจัยและอาจารย์ผู้สอน (Tutorial Fellow) ที่ Girton College จนถึงปี ค.ศ. 1970
บทบาทในฐานะศาสตราจารย์และนักเขียน
ในด้านการสอน Judith Brown เคยปฏิบัติหน้าที่ที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งสำคัญที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด โดยดำรงตำแหน่ง Beit Professor of Commonwealth History และเป็น Fellow ของ Balliol College ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 จนถึงปี ค.ศ. 2011 ซึ่งเป็นปีที่เธอเกษียณอายุจากการสอน
ผลงานเขียนของเธอได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับ มหาตมะ คานธี และ จาวาฮาร์ลาล เนห์รู ซึ่งช่วยให้โลกเข้าใจถึงรากฐานของประชาธิปไตยในอินเดียและการต่อสู้เพื่อเอกราช
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| วันเกิด | 9 กรกฎาคม 1944 |
| การศึกษา | ปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์ จาก Girton College, Cambridge |
| ตำแหน่งทางวิชาการสูงสุด | Beit Professor of Commonwealth History, University of Oxford |
| ความเชี่ยวชาญพิเศษ | ประวัติศาสตร์เอเชียใต้สมัยใหม่ และชีวประวัติของคานธี |
| สถานะทางศาสนา | นักบวช (Priest) แห่งคริสตจักรแองกลิกัน (Church of England) |
การอุทิศตนเพื่อศาสนาและงานบวช
แม้จะประสบความสำเร็จในทางโลก แต่ Judith Brown มีความปรารถนาที่จะบวชเป็นนักบวชมาตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งในขณะนั้นคริสตจักรแองกลิกัน (Anglican Communion) ยังไม่อนุญาตให้ผู้หญิงบวชได้ เธอจึงได้เข้ารับการฝึกฝนที่ Ripon College Cuddesdon เพื่อเตรียมความพร้อม
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2009 เธอได้รับศีลบวชเป็น เดคอน (Deacon) และบวชเป็น บาทหลวง (Priest) ในปี ค.ศ. 2010 โดยได้ปฏิบัติหน้าที่ที่โบสถ์ St Frideswide's Church ในเขตสังฆมณฑลออกซฟอร์ด และต่อมาในปี ค.ศ. 2014 ได้เป็นนักบวชสมทบที่โบสถ์ St Mary Magdalen's Church
นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 2017 เธอได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งศาสนาจารย์ชั่วคราว (Interim Chaplain) ของ Brasenose College แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด
เกียรติยศและรางวัลที่ได้รับ
ด้วยคุณูปการต่อวงการประวัติศาสตร์ เธอได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของ Academia Europaea ในปี ค.ศ. 2011 และเป็น Fellow ของ Royal Historical Society นอกจากนี้ เธอยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านสังคมศาสตร์จาก University of Natal ในปี ค.ศ. 2000 และได้รับเกียรติให้บรรยายใน Raleigh Lecture on History เมื่อปี ค.ศ. 2012
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ผู้เชี่ยวชาญคานธี: เป็นที่ยอมรับในระดับสากลจากการเขียนหนังสือวิเคราะห์การก้าวสู่อำนาจและการใช้หลักอารยะขัดขืนของมหาตมะ คานธี
- ผู้บุกเบิกทางศาสนา: เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับตำแหน่ง Chaplain ของ Brasenose College, Oxford
- พื้นเพชีวิต: เกิดในอินเดียยุคอาณานิคม ซึ่งส่งผลต่อความสนใจในประวัติศาสตร์เอเชียใต้
- ความสำเร็จทางวิชาการ: ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดเป็นเวลากว่า 20 ปี
คำถามที่พบบ่อย
Judith M. Brown เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ช่วงใดเป็นพิเศษ?
เธอเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เอเชียใต้สมัยใหม่ โดยเน้นหนักไปที่การเมืองของอินเดียในช่วงการต่อสู้เพื่อเอกราช และบทบาทของผู้นำอย่างมหาตมะ คานธี และจาวาฮาร์ลาล เนห์รู
เธอมีบทบาทอย่างไรในคริสตจักรแองกลิกัน?
เธอเป็นนักบวชหญิง (Priest) ของคริสตจักรแห่งอังกฤษ (Church of England) โดยได้ปฏิบัติหน้าที่ในโบสถ์หลายแห่งในออกซฟอร์ด และเคยเป็นศาสนาจารย์หญิงคนแรกของ Brasenose College
ผลงานเขียนที่โดดเด่นของเธอมีอะไรบ้าง?
ผลงานที่สำคัญ ได้แก่ หนังสือ Gandhi's Rise to Power, Modern India: The Origins of an Asian Democracy และชีวประวัติของเนห์รูในชื่อ Nehru: A Political Life
เธอมีความสัมพันธ์อย่างไรกับมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด?
เธอมีความผูกพันอย่างลึกซึ้ง โดยเคยเป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์เครือจักรภพ (Beit Professor of Commonwealth History) และเป็น Fellow ของ Balliol College รวมถึงปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนาในสถาบันการศึกษาของออกซฟอร์ดด้วย