← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Keith Richards ตำนานมือกีตาร์ผู้ขับเคลื่อนจิตวิญญาณของ The Rolling Stones

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Keith Richards ตำนานมือกีตาร์ผู้ขับเคลื่อนจิตวิญญาณของ The Rolling Stones

Keith Richards ตำนานมือกีตาร์ผู้ขับเคลื่อนจิตวิญญาณของ The Rolling Stones หากจะกล่าวถึงบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ของดนตรีร็อกแอนด์โรลระดับโลก ชื่อของ Keith Richards ย่อมปรากฏอ…

Keith RichardsThe Rolling Stonesมือกีตาร์ประวัติ Keith Richards

Keith Richards ตำนานมือกีตาร์ผู้ขับเคลื่อนจิตวิญญาณของ The Rolling Stones

หากจะกล่าวถึงบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ของดนตรีร็อกแอนด์โรลระดับโลก ชื่อของ Keith Richards ย่อมปรากฏอยู่ในลำดับต้นๆ ในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้ง มือกีตาร์ และผู้ร่วมแต่งเพลงหลักของวง The Rolling Stones วงดนตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดวงหนึ่งในประวัติศาสตร์ ด้วยสไตล์การเล่นกีตาร์ที่เป็นเอกลักษณ์และการทำงานร่วมกับ Mick Jagger ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในคู่หูนักแต่งเพลงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาล

Content image

จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจในวัยเยาว์

Keith Richards เกิดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 1943 ที่เมืองดาร์ตฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เขาเติบโตมาในครอบครัวที่มีพื้นฐานทางสังคมนิยม โดยมีคุณปู่และคุณย่าเป็นผู้นำชุมชนและอดีตนายกเทศมนตรีเมืองวอลธัมสโตว์ อย่างไรก็ตาม แรงผลักดันทางดนตรีที่แท้จริงของเขามาจากคุณตา Augustus Theodore "Gus" Dupree นักดนตรีแจ๊สผู้มอบกีตาร์ตัวแรกให้แก่เขา และสอนพื้นฐานการเล่นเพลง "Malagueña" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Keith หลงใหลในเครื่องดนตรีชนิดนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ในช่วงวัยเรียน Keith เคยเป็นนักร้องประสานเสียงระดับโซปราโนและมีโอกาสได้ร้องเพลงต่อหน้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ณ เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ แต่ด้วยนิสัยรักอิสระทำให้เขาถูกไล่ออกจากโรงเรียนเทคนิคดาร์ตฟอร์ด และย้ายไปเรียนที่วิทยาลัยศิลปะซิดคัพ ซึ่งที่นั่นเองที่เขาได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกซ้อมกีตาร์ โดยเฉพาะการแกะเพลงของ Chuck Berry จนชำนาญ

Content image

เส้นทางสู่ความสำเร็จกับ The Rolling Stones

โชคชะตานำพาให้ Keith ได้กลับมาพบกับ Mick Jagger อีกครั้งที่ชานชาลารถไฟ ความหลงใหลในเพลง Rhythm and Blues (ดนตรีที่ผสมผสานจังหวะหนักแน่นแบบแอฟริกัน-อเมริกันเข้ากับบลูส์) ทำให้ทั้งคู่สนิทกันอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การก่อตั้งวง The Rolling Stones ร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในปี 1962

ในช่วงแรกของการเข้าสู่วงการ ผู้จัดการวง Andrew Loog Oldham ได้แนะนำให้เขาตัดตัว 's' ออกจากนามสกุล กลายเป็น Keith Richard เพื่อให้ดูเป็นศิลปินป๊อปมากขึ้น แต่ในเวลาต่อมาในปี 1978 เขาได้ตัดสินใจกลับมาใช้นามสกุลจริงของครอบครัวอย่างเป็นทางการ

Content image

อัจฉริยภาพทางดนตรีและสไตล์การเล่นที่เป็นเอกลักษณ์

Keith Richards ไม่ได้เป็นเพียงมือกีตาร์ แต่เขาเปรียบเสมือน "เครื่องจักร" ที่คอยกำหนดจังหวะให้กับวง โดยเขามักจะเล่นทั้งส่วนของกีตาร์โซโล่และกีตาร์ริทึ่ม (กีตาร์ที่เล่นคอร์ดเพื่อคุมจังหวะ) สลับกันไปมา ซึ่งเขาเรียกเทคนิคนี้ว่า "Weaving" หรือการถักทอเสียงกีตาร์ร่วมกับมือกีตาร์คนอื่นๆ ในวง

หนึ่งในเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของเขาคือการใช้ Open G Tuning (การตั้งสายกีตาร์แบบเปิดในคีย์ G) โดยเขามักจะถอดสาย 6 (สายต่ำสุด) ออกเพื่อให้เหลือเพียง 5 สาย เพื่อลดความเกะกะและให้เสียงเบสของวงทำหน้าที่แทน ซึ่งเทคนิคนี้ปรากฏชัดในเพลงฮิตอย่าง "Start Me Up" และ "Brown Sugar" นอกจากนี้เขายังให้ความสำคัญกับกีตาร์โปร่ง โดยเชื่อว่าเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขายังคงสัมผัสในการเล่นที่ละเอียดอ่อนไว้ได้

Content image

บทบาทนอกเหนือจากมือกีตาร์และการทำงานเดี่ยว

นอกจากการเล่นกีตาร์ Keith ยังเป็นนักร้องนำในบางบทเพลงของวง เพื่อให้ Mick Jagger ได้มีเวลาเปลี่ยนชุดระหว่างการแสดงคอนเสิร์ต และยังเป็นผู้ร่วมโปรดิวซ์เพลงในนาม "Glimmer Twins" ร่วมกับ Jagger อีกด้วย ในด้านงานเดี่ยว เขาได้ก่อตั้งวง The X-Pensive Winos และออกอัลบั้มเดี่ยว เช่น Talk Is Cheap และ Crosseyed Heart

นอกจากโลกดนตรี เขายังเคยปรากฏตัวในภาพยนตร์ชุด Pirates of the Caribbean ในบทกัปตัน Teague พ่อของ Jack Sparrow ซึ่งคาแรกเตอร์นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวตนจริงของ Keith เอง

Content image

ชีวิตส่วนตัวและภาพลักษณ์ต่อสาธารณะ

ชีวิตของ Keith ถูกนำเสนอในสื่อว่าเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมต่อต้าน (Counterculture) โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและการใช้สารเสพติด ซึ่งนำไปสู่การถูกจับกุมหลายครั้งในช่วงปี 1960-1970 โดยครั้งที่โด่งดังที่สุดคือการบุกตรวจค้นคฤหาสน์ Redlands ในปี 1967 ซึ่งทำให้เขาต้องโทษจำคุกหนึ่งปี (ก่อนจะได้รับการประกันตัวเพื่ออุทธรณ์)

ในด้านครอบครัว เขาผ่านความสัมพันธ์กับ Anita Pallenberg และต่อมาได้แต่งงานกับ Patti Hansen ในปี 1983 โดยมีบุตรด้วยกันทั้งหมด 5 คน และมีหลานถึง 7 คน นอกจากนี้เขายังได้เขียนหนังสือเด็กเรื่อง Theodora, Gus and Me เพื่อระลึกถึงคุณตาผู้เป็นแรงบันดาลใจทางดนตรี

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ตำแหน่งในวง: สมาชิกผู้ก่อตั้ง, มือกีตาร์, นักร้อง และผู้ร่วมแต่งเพลงหลักของ The Rolling Stones
  • ความสำเร็จ: ได้รับการบรรจุเข้าสู่ Rock and Roll Hall of Fame (1989) และ UK Music Hall of Fame (2004)
  • เทคนิคพิเศษ: เชี่ยวชาญการใช้ Open G Tuning และการถอดสายกีตาร์ออกหนึ่งสาย
  • ผลงานเด่น: ร่วมแต่งเพลงระดับตำนานอย่าง "(I Can't Get No) Satisfaction"
  • ฉายาการทำงาน: ร่วมกับ Mick Jagger ในชื่อโปรดิวเซอร์ "Glimmer Twins"
สรุปข้อมูลประวัติและผลงานของ Keith Richards
หัวข้อ รายละเอียด
วันเกิด 18 ธันวาคม 1943
เครื่องดนตรีหลัก กีตาร์, ร้องนำ/ประสาน
แนวเพลง Blues rock, Rock and roll, Rhythm and blues, Hard rock
ค่ายเพลงที่เคยร่วมงาน Decca, Rolling Stones, Virgin/EMI, Mindless London
อันดับมือกีตาร์ (Rolling Stone 2023) อันดับที่ 15 ของโลก
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Keith Richards มีความสัมพันธ์อย่างไรกับ Mick Jagger?

ทั้งคู่เป็นคู่หูนักแต่งเพลงที่ประสบความสำเร็จที่สุดคู่หนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรี แม้สื่อจะนำเสนอว่ามีความสัมพันธ์แบบ "รักและเกลียด" (Love/Hate) แต่ Keith มองว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการทะเลาะกันแบบคนในครอบครัว และเขายังคงรัก Jagger อย่างมาก

ทำไม Keith Richards ถึงถอดสายกีตาร์ออกหนึ่งสาย?

เขาถอดสายต่ำสุด (สาย 6) ออกในบางครั้ง เพราะเขารู้สึกว่าสายนี้ "เกะกะ" ในการเล่น และเลือกที่จะให้มือเบสของวงเป็นผู้รับผิดชอบโน้ตในย่านเสียงต่ำแทน เพื่อให้การเล่นกีตาร์ของเขามีความคล่องตัวและมีเสียงที่เฉพาะตัว

Open G Tuning คืออะไรและสำคัญอย่างไรต่อสไตล์ของเขา?

คือการตั้งสายกีตาร์ให้เป็นคอร์ด G ในขณะที่ไม่ได้กดสายใดๆ ซึ่งช่วยให้เขาสามารถสร้างคอร์ดที่กังวานและมีจังหวะขัด (Syncopation) ที่เป็นเอกลักษณ์ พบได้ในเพลงดังอย่าง "Honky Tonk Women" และ "Start Me Up"

Keith Richards เคยมีผลงานนอกเหนือจาก The Rolling Stones หรือไม่?

มีมากมาย ทั้งการออกอัลบั้มเดี่ยวกับวง The X-Pensive Winos, การร่วมงานกับศิลปินอย่าง Tom Waits และ Aretha Franklin รวมถึงการแสดงภาพยนตร์ในบทกัปตัน Teague ใน Pirates of the Caribbean

เหตุการณ์การถูกจับกุมในปี 1967 ส่งผลอย่างไรต่อเขา?

การบุกตรวจค้นที่ Redlands และการถูกตัดสินจำคุกทำให้เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมต่อต้านและถูกมองว่าเป็นบุคคลอันตรายในสายตาของสังคมยุคนั้น ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ "ร็อกสตาร์จอมขบถ" ของเขามาจนถึงปัจจุบัน