Kevin Reilly ผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการสื่อและผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ระดับโลก
ในโลกของความบันเทิงระดับสากล ชื่อของ Kevin Reilly คือสัญลักษณ์ของวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมในการปั้นซีรีส์และรายการโทรทัศน์ให้กลายเป็นปรากฏการณ์ เขาคือนักบริหารสื่อชาวอเมริกันผู้เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Chief Content Officer (CCO) ของ HBO Max รวมถึงประธานบริหารของช่อง TNT, TBS และ truTV
ความสำเร็จของ Reilly ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ในค่ายสื่อชั้นนำอย่าง FX, NBC และ Fox โดยเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผลงานระดับตำนานมากมาย เช่น The Sopranos, Empire, The Office, 30 Rock, Friday Night Lights, The Shield, ER, Law & Order และ Glee ซึ่งล้วนสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการโทรทัศน์ทั่วโลก

เส้นทางเริ่มต้นและการศึกษา
Kevin Reilly เกิดในปี 1962 ที่เมือง Manhasset รัฐนิวยอร์ก และเติบโตใน Port Washington เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยม Chaminade High School ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่ Cornell University และคว้าปริญญาตรีด้านศิลปะการสื่อสาร (Communications Arts) ในปี 1984 โดยในช่วงที่ศึกษาอยู่ที่นี่ เขาได้เข้าร่วมกลุ่ม Phi Delta Theta fraternity ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในรั้วมหาวิทยาลัย
การไต่เต้าในวงการสื่อ: จากฟรีแลนซ์สู่ผู้บริหารระดับสูง
ยุคบุกเบิกกับ NBC และ Brillstein-Grey (1984–2000)
Reilly เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นผู้ช่วยโปรดักชันอิสระในนิวยอร์ก โดยมีผลงานโฆษณาและมิวสิกวิดีโอมากกว่า 150 ชิ้น ก่อนจะตัดสินใจย้ายไปลอสแอนเจลิสเพื่อมุ่งสู่สายงานโทรทัศน์ เขาเริ่มต้นจากการเป็นนักประชาสัมพันธ์ที่ Universal Pictures และต่อมาได้รับโอกาสจาก Brandon Tartikoff ให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสร้างสรรค์ที่ NBC ในปี 1988
ในช่วงแรกที่ NBC เขาได้พัฒนาซีรีส์ชื่อดังอย่าง Saved by the Bell และดูแล Law & Order ในซีซันแรก รวมถึงมีส่วนสำคัญในการสร้างตอนนำร่อง (Pilot Episode) ของ ER ขณะดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายพัฒนาละคร (Vice President of Drama Development) ระหว่างปี 1992–1994
ต่อมาในปี 1994 เขาได้ย้ายไปเป็นประธานฝ่ายโทรทัศน์ที่ Brillstein-Grey Entertainment ซึ่งที่นี่เขาได้ผลักดันรายการยอดฮิตอย่าง Just Shoot Me, NewsRadio และ The Steve Harvey Show รวมถึงผลงานชิ้นสำคัญอย่างตอนนำร่องของ The Sopranos ทางช่อง HBO ก่อนจะลาออกในปี 2000
การสร้างชื่อที่ FX และการกลับมาที่ NBC (2000–2007)
เมื่อเข้ามารับตำแหน่งประธานฝ่ายความบันเทิงที่ FX ในปี 2000 Reilly ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของสถานีจากการฉายรายการรีรัน ให้กลายเป็นแหล่งรวมคอนเทนต์ออริจินัลคุณภาพสูง เช่น The Shield, Nip/Tuck และ Rescue Me โดยเฉพาะ The Shield ที่สร้างประวัติศาสตร์ทำเรตติ้งสูงสุดในสายเคเบิลและกวาดรางวัล Golden Globe รวมถึง Emmy Award
ในปี 2003 เขากลับมาที่ NBC อีกครั้งในตำแหน่งประธานฝ่ายพัฒนาช่วง Primetime และได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานฝ่ายความบันเทิงทั้งหมดในปี 2004 แม้จะเป็นช่วงที่ NBC ต้องเผชิญกับความท้าทายจากการจบลงของซีรีส์ดังอย่าง Friends และ The West Wing แต่ Reilly ก็สามารถปั้นผลงานใหม่อย่าง The Office, Heroes, 30 Rock, Friday Night Lights รวมถึงรายการ America's Got Talent ให้ประสบความสำเร็จได้
ยุคทองที่ Fox และการปฏิวัติคอนเทนต์ (2007–2014)
หลังจากออกจาก NBC เขาได้เข้ารับตำแหน่งประธานฝ่ายความบันเทิงที่ Fox โดยได้สร้างสรรค์ผลงานหลากหลาย เช่น Fringe, The Cleveland Show และซีรีส์ยอดฮิตอย่าง Glee ซึ่งเขาได้รับเครดิตว่าเป็นผู้สร้างตัวละคร Sue Sylvester นอกจากนี้ยังผลักดัน New Girl, Brooklyn Nine-Nine, Bob's Burgers และ The Mindy Project
Reilly ยังนำกลยุทธ์ "No Pilot Season" มาใช้เพื่อเน้นการลงทุนในคุณภาพมากกว่าปริมาณ และก่อตั้ง Animation Domination High-Def เพื่อรุกตลาดแอนิเมชันดิจิทัล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แนวคิดของ Rick and Morty ถูกพัฒนาขึ้นมา ภายใต้การนำของเขา Fox ครองตำแหน่งเครือข่ายที่มีเรตติ้งสูงสุดสำหรับกลุ่มผู้ชมอายุ 18-49 ปี ต่อเนื่องถึง 7 ปี
การนำทัพ Turner และการก้าวสู่โลก Streaming (2014–2020)
ในปี 2014 Reilly เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานของ TNT และ TBS รวมถึงเป็น Chief Creative Officer ของ Turner Entertainment เขาได้ปรับโฉมสถานีให้ทันสมัย ลดจำนวนโฆษณาในละคร และนำเสนอคอนเทนต์ที่กล้าหาญ เช่น The Alienist และ Full Frontal with Samantha Bee รวมถึงการทดลองฉายแบบ "Binge-viewing" (การฉายรวดเดียวจบซีซัน) ซึ่งเป็นต้นแบบของพฤติกรรมการดูในปัจจุบัน
บทบาทของเขาขยายตัวสู่การเป็นสถาปนิกผู้วางโครงสร้างคอนเทนต์ให้กับ HBO Max (ปัจจุบันคือ Max) โดยดูแลการนำลิขสิทธิ์ระดับโลกมาลงแพลตฟอร์ม เช่น Friends, The Big Bang Theory, Studio Ghibli, South Park และผลงานของ BBC รวมถึงโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Justice League: The Snyder Cut ก่อนที่เขาจะลาออกจากบริษัทในเดือนสิงหาคม 2020 เนื่องจากการปรับโครงสร้างองค์กร
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความเชี่ยวชาญ: การบริหารจัดการคอนเทนต์โทรทัศน์และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก
- ผลงานโดดเด่น: ผู้อยู่เบื้องหลังซีรีส์ระดับตำนานอย่าง The Sopranos, The Office และ Glee
- วิสัยทัศน์: ผู้ริเริ่มกลยุทธ์ "No Pilot Season" ที่ Fox และการฉายแบบ Binge-viewing ที่ TBS
- ตำแหน่งสูงสุด: อดีต CCO ของ HBO Max และประธานบริหาร TNT, TBS, truTV
- รางวัลเกียรติยศ: ได้รับการบรรจุชื่อใน Broadcasting & Cable Hall of Fame (2016) และรางวัล Brandon Tartikoff Legacy Award (2018)
| ช่วงปี | องค์กร | ตำแหน่งสำคัญ | ผลงานเด่น/ความสำเร็จ |
|---|---|---|---|
| 1988–1994 | NBC | Manager of Creative Affairs / VP of Drama | Saved by the Bell, ER (Pilot) |
| 1994–2000 | Brillstein-Grey | President of Television | The Sopranos (Pilot), Just Shoot Me |
| 2000–2003 | FX | President of Entertainment | The Shield, Nip/Tuck |
| 2003–2007 | NBC (ครั้งที่ 2) | President of Entertainment | The Office, 30 Rock, Heroes |
| 2007–2014 | Fox | Chairman of Entertainment | Glee, New Girl, Brooklyn Nine-Nine |
| 2014–2020 | Turner / WarnerMedia | President of TNT/TBS & CCO of HBO Max | Snyder Cut, การดึง Studio Ghibli ลง Max |
คำถามที่พบบ่อย
Kevin Reilly มีบทบาทอย่างไรในความสำเร็จของ HBO Max?
เขาทำหน้าที่เป็น Chief Content Officer (CCO) โดยเป็นผู้วางกลยุทธ์ในการจัดหาลิขสิทธิ์คอนเทนต์ระดับโลก เช่น Friends, South Park และภาพยนตร์จาก Studio Ghibli รวมถึงดูแลโปรเจกต์พิเศษอย่าง Justice League: The Snyder Cut เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแพลตฟอร์ม
กลยุทธ์ "No Pilot Season" ของเขาคืออะไร?
คือการยกเลิกการผลิตตอนนำร่อง (Pilot) จำนวนมากในแต่ละปี แล้วเปลี่ยนมาเน้นการลงทุนกับโปรเจกต์จำนวนน้อยลงแต่ให้งบประมาณและการดูแลที่เข้มข้นขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสที่ซีรีส์จะประสบความสำเร็จและมีคุณภาพสูงขึ้น
เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับซีรีส์ Glee อย่างไร?
Reilly เป็นผู้ผลักดันให้ Glee ได้ออกอากาศทางช่อง Fox และเขายังได้รับเครดิตว่าเป็นผู้สร้างตัวละคร Sue Sylvester ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่โดดเด่นที่สุดของเรื่อง
นอกจากงานบริหารสื่อแล้ว Kevin Reilly ทำกิจกรรมเพื่อสังคมด้านใดบ้าง?
เขาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารของ The Nature Conservancy of California และมีบทบาทในสถาบันศิลปะและวิชาการ เช่น American Film Institute และ Television Academy