← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
หลี่ เจ้าซิง (Li Zhaoxing) อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศจีนผู้มีฉายาว่า 'รัฐมนตรีกวี'

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

หลี่ เจ้าซิง (Li Zhaoxing) อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศจีนผู้มีฉายาว่า 'รัฐมนตรีกวี'

หลี่ เจ้าซิง (Li Zhaoxing) อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศจีนผู้มีฉายาว่า รัฐมนตรีกวี ในโลกของการทูตระดับโลก หลี่ เจ้าซิง (Li Zhaoxing) เป็นที่รู้จักในฐานะนักการทูตและนักการเมืองผ…

หลี่ เจ้าซิงLi Zhaoxingรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนนักการทูตจีน

หลี่ เจ้าซิง (Li Zhaoxing) อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศจีนผู้มีฉายาว่า 'รัฐมนตรีกวี'

ในโลกของการทูตระดับโลก หลี่ เจ้าซิง (Li Zhaoxing) เป็นที่รู้จักในฐานะนักการทูตและนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเขาดำรงตำแหน่งสำคัญสูงสุดคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างปี 2003 ถึง 2007 นอกจากนี้เขายังเคยผ่านบทบาทสำคัญในฐานะตัวแทนของจีนในเวทีโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกาและองค์การสหประชาชาติ

Content image

เส้นทางชีวิตจากจุดเริ่มต้นสู่สายงานการทูต

หลี่ เจ้าซิง เกิดเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1940 ที่อำเภอเจียวหนาน เมืองชิงเต่า มณฑลซานตง เขาเริ่มต้นเส้นทางวิชาการที่ภาควิชาภาษาตะวันตก มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยการต่างประเทศปักกิ่ง อย่างไรก็ตาม ชีวิตของเขาต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในช่วง การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายทางการเมืองในจีน ทำให้เขาต้องออกจากสถาบันการต่างประเทศและถูกส่งไปทำงานในโรงเรียนอบรมเจ้าหน้าที่และฟาร์มในหลายมณฑล เช่น ซานซี เจียงซี หูหนาน เหอเป่ย และกวางตุ้ง โดยในช่วงที่อยู่กวางตุ้ง เขาได้เผชิญกับเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่นวิโอลาในปี 1969

การไต่เต้าในสายงานการทูตและบทบาทในแอฟริกา

หลังจากได้รับโอกาสกลับเข้าทำงานในกระทรวงการต่างประเทศในปี 1970 หลี่ เจ้าซิง ได้เริ่มต้นงานในฐานะเจ้าหน้าที่และเลขานุการ ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศเคนยา ต่อมาในปี 1977 เขาได้ย้ายกลับมาทำงานในกรมข้อมูลข่าวสารของกระทรวงฯ และได้มีโอกาสไปปฏิบัติหน้าที่เป็นเลขานุการเอก ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำราชอาณาจักรเลโซโท ระหว่างปี 1983 ถึง 1985 ซึ่งเขาเคยกล่าวว่าช่วงเวลาการทำงานในทวีปแอฟริกาเป็นช่วงที่เขามีพลังในการทำงานมากที่สุดในชีวิต

Content image

บทบาทสำคัญในเวทีโลกและความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ

หลี่ เจ้าซิง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงอย่างรวดเร็ว โดยเป็นตัวแทนถาวรของจีนประจำองค์การสหประชาชาติในปี 1993 และต่อมาในปี 1998 เขาได้รับแต่งตั้งเป็น เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดสถานทูตจีนในกรุงเบลเกรด ประเทศยูโกสลาเวีย เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1999 ส่งผลให้ชาวจีนเสียชีวิต 3 ราย ซึ่งหลี่ เจ้าซิง ได้ออกมาประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น "ความโหดร้ายที่น่าสะพรึงกลัว" และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง

แม้จะมีความตึงเครียด แต่เขาก็ได้รับความเคารพในด้านการสร้างความสัมพันธ์ โดยนายกเทศมนตรีนครวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ประกาศให้วันที่ 29 มกราคม 2001 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งทูตของเขา เป็น "วันหลี่ เจ้าซิง" เพื่อเป็นเกียรติแก่ความพยายามในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้เขายังมีบทบาทเด่นในการตอบโต้กรณีสหรัฐฯ ขายอาวุธให้ไต้หวัน และเหตุการณ์เครื่องบินสอดแนม P-3 Orion ของสหรัฐฯ ลงจอดฉุกเฉินที่เกาะไหหลำ

การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (2003–2007)

ในปี 2003 หลี่ เจ้าซิง ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่ง เขาได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อยับยั้งสงครามในอิรักผ่านการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ อังกฤษ และรัสเซีย โดยเน้นย้ำว่าประชาคมโลกต้องการสันติภาพมากกว่าสงคราม

Content image

ในด้านการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน เขาได้เข้าพบ คิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือในปี 2004 เพื่อหารือเรื่องโครงการอาวุธนิวเคลียร์ และมีบทบาทแข็งกร้าวในการเจรจากับญี่ปุ่นเกี่ยวกับประเด็นประวัติศาสตร์สงคราม รวมถึงการแสดงจุดยืนที่เด็ดขาดต่อประเด็นการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน โดยระบุว่าผู้ที่พยายามแบ่งแยกดินแดนจะต้องกลายเป็นอาชญากรในประวัติศาสตร์

บุคลิกภาพและชีวิตหลังเกษียณ

ด้วยความสามารถในการเขียนบทกวีมากกว่า 200 บทตลอดอายุการทำงาน ทำให้เขาได้รับฉายาว่า "รัฐมนตรีกวี" อย่างไรก็ตาม ในสายตาของบางคนและสื่อไต้หวัน เขามักถูกมองว่าเป็นคนอารมณ์ร้อนและมีท่าทีแข็งกร้าว จนได้รับฉายาว่า "ทูตเรดการ์ด" หรือ "ไก่ชน"

หลังจากก้าวลงจากตำแหน่งรัฐมนตรีในปี 2007 เขาได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการต่างประเทศของสภาประชาชนแห่งชาติ และเกษียณอายุราชการในปี 2013 ต่อมาเขาได้เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และประธานสมาคมการทูตสาธารณะของจีน (2012–2019) นอกจากนี้เขายังปรับตัวเข้ากับยุคสมัยใหม่ด้วยการเข้าร่วมแพลตฟอร์มวิดีโอ Bilibili ในปี 2022 เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตและการทูตแก่คนรุ่นใหม่

Content image

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ตำแหน่งสูงสุด: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน (2003–2007)
  • ประสบการณ์สำคัญ: เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ และตัวแทนถาวรประจำ UN
  • ฉายา: "รัฐมนตรีกวี" จากความรักในการเขียนบทกวี และ "ทูตเรดการ์ด" จากท่าทีที่แข็งกร้าว
  • การศึกษา: มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยการต่างประเทศปักกิ่ง
  • จุดยืนทางการเมือง: ยึดมั่นในหลักการเอกภาพของจีนและต่อต้านการแยกตัวของไต้หวันอย่างรุนแรง
สรุปไทม์ไลน์การดำรงตำแหน่งสำคัญของ หลี่ เจ้าซิง
ช่วงปี (ค.ศ.) ตำแหน่ง หน่วยงาน/ประเทศ
1993 – 1995 ตัวแทนถาวรของจีน องค์การสหประชาชาติ (UN)
1998 – 2001 เอกอัครราชทูต สหรัฐอเมริกา
2001 – 2003 รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน
2003 – 2007 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน
2008 – 2013 ประธานคณะกรรมการกิจการต่างประเทศ สภาประชาชนแห่งชาติ (NPC)
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

หลี่ เจ้าซิง มีความสัมพันธ์อย่างไรกับสหรัฐอเมริกาในช่วงที่เป็นทูต?

เขามีบทบาททั้งในด้านการเผชิญหน้าอย่างรุนแรง เช่น กรณีการทิ้งระเบิดสถานทูตจีนในยูโกสลาเวีย และด้านการสร้างมิตรภาพจนได้รับเกียรติให้มี "วันหลี่ เจ้าซิง" ในวอชิงตัน ดี.ซี.

ทำไมเขาถึงได้รับฉายาว่า "รัฐมนตรีกวี"?

เพราะตลอดระยะเวลา 40 ปีในการทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ เขาได้เขียนบทกวีไว้มากกว่า 200 บท ซึ่งสะท้อนถึงด้านที่อ่อนโยนและรักในศิลปะของเขา

จุดยืนของเขาต่อเรื่องไต้หวันเป็นอย่างไร?

เขามีจุดยืนที่แข็งกร้าวมาก โดยมองว่าการพยายามแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวันเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และผู้ที่สนับสนุนเรื่องนี้จะถูกจารึกว่าเป็นอาชญากรในประวัติศาสตร์

ชีวิตหลังเกษียณของหลี่ เจ้าซิง เป็นอย่างไร?

เขาผันตัวไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ดำรงตำแหน่งในสมาคมการทูตสาธารณะ และใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่าง Bilibili เพื่อสื่อสารกับคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับประสบการณ์ทางการทูต

ครอบครัวของหลี่ เจ้าซิง มีใครบ้าง?

เขาสมรสกับ ฉิน เสี่ยวเม่ย ซึ่งเป็นนักการทูตเช่นกัน มีบุตรชายคือ หลี่ เหอเหอ ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย