Liam Hackett ผู้ก่อตั้ง Ditch the Label กับภารกิจต่อต้านการกลั่นแกล้งระดับโลก
ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ การกลั่นแกล้งหรือ Bullying ได้วิวัฒนาการไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น Liam Hackett คือบุคคลสำคัญที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนประสบการณ์อันเลวร้ายในวัยเด็กให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม เขาคือนักเคลื่อนไหว ผู้ประกอบการ และนักเขียน ผู้ก่อตั้ง Ditch the Label องค์กรการกุศลระดับโลกที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือเยาวชนที่ถูกกลั่นแกล้ง

จุดเริ่มต้นจากบาดแผลสู่การเปลี่ยนแปลง
เส้นทางของ Liam เริ่มต้นที่เมืองเซนต์เฮเลนส์ ประเทศอังกฤษ เขาต้องเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงในช่วงมัธยม ซึ่งรวมถึงการถูกทำร้ายร่างกายจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเขาระบุว่าการถูกบูลลี่เหล่านั้นมีสาเหตุมาจากความเกลียดชังทางเพศ (Homophobic) ซึ่งในเวลาต่อมาเขาได้เปิดเผยตัวตนว่าตนเองเป็นไบเซ็กชวล และระบุว่าเป็นเกย์ในช่วงเข้าวิทยาลัย
ด้วยความต้องการสร้างพื้นที่ปลอดภัย Liam ได้เริ่มต้นสร้างโปรไฟล์บน Myspace ในปี 2006 ภายใต้ชื่อ “Ditch the Label” เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์สำหรับผู้ที่ถูกกลั่นแกล้ง ความมุ่งมั่นนี้ทำให้เขาได้รับทุนสนับสนุนจากหอการค้าเซนต์เฮเลนส์เพื่อพัฒนาเป็นเว็บไซต์ช่วยเหลือเหยื่อจากการบูลลี่อย่างเต็มตัว
การเติบโตของ Ditch the Label และบทบาทในระดับสากล
หลังจากสำเร็จการศึกษาด้านการบริหารธุรกิจและการจัดการจาก University of Sussex ในปี 2012 Liam ได้จดทะเบียน Ditch the Label เป็นนิติบุคคลและใช้ทุนส่วนตัวในการขับเคลื่อนองค์กร จนกระทั่งในปี 2014 องค์กรได้รับการรับรองเป็นองค์กรการกุศลอย่างเป็นทางการในสหราชอาณาจักร
ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้หยุดอยู่แค่ในอังกฤษ แต่ได้ขยายตัวไปยังสหรัฐอเมริกาโดยการเปิดสำนักงานในลอสแอนเจลิส และล่าสุดในปี 2023 ได้ขยายการดำเนินงานสู่ชุมชนที่ใช้ภาษาสเปนในชื่อ “Quítate las Etiquetas” เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเยาวชนในวงกว้างมากขึ้น
อิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายระดับโลก
Liam ไม่เพียงแต่บริหารองค์กร แต่ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลในสหราชอาณาจักร ยุโรป และสหรัฐอเมริกา รวมถึงเป็นวิทยากรและนักเขียนให้กับ องค์การสหประชาชาติ (United Nations) โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความท้าทายที่ตามมา โดยเฉพาะเรื่องการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying) หรือการใช้เครื่องมือสื่อสารดิจิทัลในการระรานผู้อื่น
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การศึกษา: สำเร็จการศึกษาจาก University of Sussex และเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จากสถาบันแห่งนี้ในปี 2017
- ผลงานเขียน: เขียนหนังสือชื่อ “FEARLESS” ตีพิมพ์โดย Scholastic ในปี 2020
- เกียรติยศ: ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Order of the British Empire (MBE) และเป็น Fellow ของ Royal Society of Arts (FRSA)
- บทบาททางสังคม: เป็นสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาของ Anti-Bullying Alliance และคณะทำงาน 5Rights ของข้าหลวงเด็กแห่งอังกฤษ
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่อ-นามสกุล | Liam Hackett MBE, FRSA |
| บทบาทหลัก | ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Ditch the Label |
| ความเชี่ยวชาญ | การต่อต้านการบูลลี่, เทคโนโลยี, สิทธิเยาวชน |
| รางวัลเด่น | Young Business Person of the Year (Sussex Business Awards 2014) |
| ผลงานเด่น | หนังสือ FEARLESS (2020) |
การยืนหยัดเพื่อความเท่าเทียม
นอกจากการต่อต้านการบูลลี่ Liam ยังเป็นกระบอกเสียงสำคัญในเรื่องการเลือกปฏิบัติ โดยในปี 2019 เขาได้วิพากษ์วิจารณ์งาน Brighton Pride กรณีการจัดการที่ไม่เหมาะสมต่อผู้ร่วมงานที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ซึ่งถูกจำกัดให้อยู่ใน “เต็นท์ผู้พิการ” จนไม่สามารถมองเห็นเวทีได้ เหตุการณ์นี้สร้างแรงกระเพื่อมในโซเชียลมีเดียและนำไปสู่การเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงกิจกรรมอย่างเท่าเทียม
คำถามที่พบบ่อย
Ditch the Label คือองค์กรเกี่ยวกับอะไร?
เป็นองค์กรการกุศลระดับโลกที่มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน และสร้างความตระหนักรู้เพื่อยุติการกลั่นแกล้งในเยาวชน โดยเฉพาะการบูลลี่ผ่านช่องทางดิจิทัล
Liam Hackett ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จากที่ไหน?
เขาได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จาก University of Sussex ในปี 2017 ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้ได้รับปริญญานี้ที่มีอายุน้อยที่สุดของมหาวิทยาลัย
หนังสือ FEARLESS มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร?
เป็นหนังสือที่เขียนโดย Liam Hackett เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสอนให้เยาวชนมีความกล้าหาญในการเผชิญหน้าและก้าวข้ามผ่านการถูกกลั่นแกล้ง
Liam Hackett มีบทบาทอย่างไรในระดับนานาชาติ?
เขาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการกลั่นแกล้งและเทคโนโลยีให้กับรัฐบาลหลายประเทศ และทำงานร่วมกับองค์การสหประชาชาติเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนและผลกระทบจากไซเบอร์บูลลี่
Ditch the Label ให้บริการในประเทศใดบ้าง?
ปัจจุบันมีการดำเนินงานหลักในสหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีการขยายแพลตฟอร์มสนับสนุนไปยังชุมชนที่ใช้ภาษาสเปน (Quítate las Etiquetas)