Marcello Lippi ยอดกุนซือผู้สร้างประวัติศาสตร์แชมป์โลกและเจ้าแห่งเอเชีย
ในโลกของฟุตบอล มีผู้จัดการทีมเพียงไม่กี่คนที่สามารถจารึกชื่อลงในประวัติศาสตร์ได้อย่างสง่างาม และ Marcello Lippi คือหนึ่งในนั้น เขาไม่ได้เป็นเพียงโค้ชที่พาทีมคว้าแชมป์ แต่เป็นอัจฉริยะทางแท็กติกที่สามารถประสบความสำเร็จสูงสุดได้ในหลายทวีป ตั้งแต่ความยิ่งใหญ่ในกัลโช่ เซเรีย อา ของอิตาลี ไปจนถึงการสร้างอาณาจักรฟุตบอลในประเทศจีน
ความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดของเขาคือการนำทัพ ทีมชาติอิตาลี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2006 ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถในการบริหารจัดการนักเตะระดับโลกและการวางหมากที่เฉียบคม นอกจากนี้ ลิปปี้ยังสร้างสถิติเป็นผู้จัดการทีมคนแรกและคนเดียวในปัจจุบันที่คว้าทั้งแชมป์ UEFA Champions League (ยุโรป) และ AFC Champions League (เอเชีย) มาครองได้สำเร็จ

เส้นทางจากนักเตะสู่ยอดผู้จัดการทีม
ก่อนจะกลายเป็นกุนซือระดับตำนาน ลิปปี้เริ่มต้นอาชีพในฐานะนักฟุตบอลอาชีพตำแหน่ง Sweeper (กองหลังตัวกวาด หรือผู้เล่นที่คอยซ้อนแนวรับสุดท้าย) โดยใช้เวลาส่วนใหญ่กับสโมสรซัมพ์โดเรีย และปิดฉากอาชีพค้าแข้งกับลุคเคเซ่ในปี 1982 ด้วยวัย 34 ปี
หลังแขวนสตั๊ด ลิปปี้ก้าวเข้าสู่เส้นทางโค้ชอย่างเต็มตัว โดยเริ่มไต่เต้าจากทีมเยาวชนและสโมสรในดิวิชั่นต่ำของอิตาลี จนกระทั่งเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างเมื่อคุมทีมนาโปลีพาลุยศึกยูฟ่าคัพ ซึ่งความสำเร็จในครั้งนั้นทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายของสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง ยูเวนตุส

ยุคทองกับยูเวนตุสและการครองยุโรป
การคุมทีมยูเวนตุสของลิปปี้แบ่งออกเป็นสองช่วงเวลาที่น่าจดจำ ในช่วงแรกเขาเปลี่ยนโฉมทีมให้มีความสมดุล ลดการพึ่งพานักเตะรายบุคคล และนำระบบ 4-3-3 มาใช้จนพาทีมคว้าแชมป์เซเรีย อา และแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในปี 1996 พร้อมทั้งกวาดถ้วยซูเปอร์คัพและอินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ
เมื่อกลับมาคุมทีมเป็นครั้งที่สอง ลิปปี้ยังคงรักษามาตรฐานความสำเร็จด้วยการพายอดทีม "ม้าลาย" คว้าแชมป์ลีกอีก 2 สมัย และเข้าชิงแชมป์ยุโรปในปี 2003 แม้จะพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษ แต่ชื่อเสียงของเขาก็ขจรขจายไปทั่วโลกในฐานะหนึ่งในผู้จัดการทีมที่เก่งที่สุดตลอดกาล

ความสำเร็จสูงสุดกับทีมชาติอิตาลี
ลิปปี้รับหน้าที่นำทัพ Azzurri (ฉายาของทีมชาติอิตาลี) ในปี 2004 และสร้างผลงานชิ้นโบแดงในฟุตบอลโลก 2006 โดยใช้ระบบ 4-2-3-1 ที่ดึงศักยภาพของจอมทัพอย่าง ฟรานเชสโก ต็อตติ และ อันเดรีย ปีร์โล ออกมาได้อย่างสูงสุด พร้อมกับมีแนวรับที่แข็งแกร่งนำโดย ฟาบิโอ คันนาวาโร จนสามารถเอาชนะฝรั่งเศสในรอบชิงชนะเลิศและคว้าถ้วยเวิลด์คัพมาครอง

การบุกเบิกฟุตบอลในเอเชียกับกวางโจว เอเวอร์แกรนด์
ในปี 2012 ลิปปี้สร้างความฮือฮาด้วยการย้ายไปคุมทีม กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ในจีน เขาพาทีมกวาดแชมป์ไชนีส ซูเปอร์ลีก 4 สมัยติดต่อกัน และสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ปี 2013 ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานฟุตบอลจีนให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ก่อนที่เขาจะรับหน้าที่คุมทีมชาติจีนในเวลาต่อมา

ปรัชญาการทำทีมและสไตล์การบริหาร
ลิปปี้เชื่อว่า "กลุ่มนักเตะที่เก่งที่สุด ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างทีมที่ดีที่สุดเสมอไป" เขาให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณของทีมและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยเปรียบทีมฟุตบอลเหมือนกับครอบครัวที่สุขภาพจิตดี ซึ่งนักเตะทุกคนต้องเล่นเพื่อส่วนรวมไม่ใช่เพื่อตัวเอง
ในด้านแท็กติก ลิปปี้ขึ้นชื่อเรื่องความยืดหยุ่น เขาสามารถปรับเปลี่ยนแผนการเล่นให้เหมาะสมกับผู้เล่นที่มีอยู่และคู่ต่อสู้ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการใช้การคุมโซน (Zonal Marking) การดันไลน์กองหลังขึ้นสูงเพื่อดักล้ำหน้า หรือการใช้การบีบพื้นที่ (Pressing) อย่างหนักหน่วง
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความสำเร็จสูงสุด: แชมป์ฟุตบอลโลก 2006 กับทีมชาติอิตาลี
- สถิติโลก: โค้ชคนแรกและคนเดียวที่ได้แชมป์ทั้ง UEFA Champions League และ AFC Champions League
- ความสำเร็จกับสโมสร: แชมป์เซเรีย อา 5 สมัย และแชมป์ไชนีส ซูเปอร์ลีก 3 สมัย
- รางวัลส่วนตัว: ได้รับการยกย่องเป็นผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของโลกจาก IFFHS ในปี 1996, 1998 และ 2006
| รายการแข่งขัน | จำนวนแชมป์ | ทีมที่คุม |
|---|---|---|
| ฟุตบอลโลก (FIFA World Cup) | 1 | ทีมชาติอิตาลี |
| ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League) | 1 | ยูเวนตุส |
| เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก (AFC Champions League) | 1 | กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ |
| เซเรีย อา (Serie A) | 5 | ยูเวนตุส |
| ไชนีส ซูเปอร์ลีก (Chinese Super League) | 3 | กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ |
คำถามที่พบบ่อย
Marcello Lippi มีความโดดเด่นกว่าโค้ชคนอื่นอย่างไร?
ความโดดเด่นที่สุดคือความสามารถในการประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ รวมถึงการคว้าแชมป์ระดับทวีปทั้งในยุโรปและเอเชีย ซึ่งเป็นสถิติที่ยังไม่มีโค้ชคนใดทำได้เหมือน
แท็กติกหลักที่ลิปปี้ใช้ในฟุตบอลโลก 2006 คืออะไร?
เขาใช้ระบบ 4-2-3-1 โดยให้ อันเดรีย ปีร์โล ทำหน้าที่เป็น Deep-lying Playmaker (ตัวทำเกมจากแนวลึก) และให้ ฟรานเชสโก ต็อตติ เป็นตัวสร้างสรรค์เกมรุกหลังกองหน้า ซึ่งช่วยให้ทีมมีสมดุลทั้งรุกและรับ
ลิปปี้เคยคุมทีมในประเทศใดบ้าง?
ลิปปี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพการคุมทีมที่ประเทศอิตาลี และช่วงท้ายของอาชีพได้ย้ายไปสร้างความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศจีน
ปรัชญาการเลือกนักเตะของลิปปี้เป็นอย่างไร?
เขาเชื่อในการเลือกแผนการเล่นให้เหมาะสมกับคุณสมบัติของนักเตะ มากกว่าการพยายามยัดเยียดนักเตะเก่งๆ ลงในแผนที่ตายตัว โดยเน้นการดึงศักยภาพสูงสุดของแต่ละคนออกมาเพื่อประโยชน์ของทีม