← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Mark Esper เส้นทางชีวิตจากนายทหารสู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Mark Esper เส้นทางชีวิตจากนายทหารสู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

Mark Esper เส้นทางชีวิตจากนายทหารสู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ Mark Esper เป็นบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองและความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา โดยดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในฐานะรั…

Mark Esperรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐกองทัพบกสหรัฐความมั่นคงแห่งชาติ

Mark Esper เส้นทางชีวิตจากนายทหารสู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

Mark Esper เป็นบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองและความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา โดยดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (Secretary of Defense) คนที่ 27 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพบก (Secretary of the Army) คนที่ 23 ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยพื้นฐานที่เป็นทั้งนายทหารอาชีพและผู้บริหารระดับสูงในภาคเอกชน ทำให้เขามีบทบาทอย่างมากในการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพให้ทันสมัยเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในยุคปัจจุบัน

Content image

ประวัติการศึกษาและจุดเริ่มต้นในกองทัพ

Mark Esper เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน 1964 ที่รัฐเพนซิลเวเนีย เขาเริ่มต้นเส้นทางสายทหารด้วยการสำเร็จการศึกษาจาก United States Military Academy หรือ West Point ในปี 1986 โดยได้รับรางวัลด้านความเป็นผู้นำ Douglas MacArthur Award นอกจากนี้เขายังให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างต่อเนื่องจนได้รับปริญญาโทด้านการบริหารรัฐกิจจาก Harvard Kennedy School และปริญญาเอกด้านนโยบายสาธารณะจาก George Washington University ซึ่งวิทยานิพนธ์ของเขามุ่งเน้นไปที่บทบาทของสภาคองเกรสต่อการพัฒนากำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ระหว่างปี 1947–1968

ในด้านการปฏิบัติการ Esper เคยรับราชการเป็นนายทหารราบในกองพลส่งทางอากาศที่ 101 (101st Airborne Division) และได้เข้าร่วมรบใน สงครามอ่าว (Gulf War) โดยสังกัดกองพันทหารราบที่ 187 หรือ "Rakkasans" ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรุกคืบเข้าสู่ตอนใต้ของอิรัก ต่อมาเขาได้ดำรงตำแหน่งในกองพลส่งทางอากาศที่ 82 และรับราชการในกองกำลังรักษาดินแดน (National Guard) รวมถึงกองหนุนของกองทัพบก จนก้าวขึ้นสู่ยศพันโท (Lieutenant Colonel)

Content image

ประสบการณ์การทำงานในภาคส่วนต่างๆ

หลังจากปลดประจำการ Esper ได้สั่งสมประสบการณ์ในหลากหลายบทบาท ทั้งในหน่วยงานคิดค้นนโยบาย (Think Tank) อย่าง Heritage Foundation และการทำงานในสภาคองเกรส โดยเป็นที่ปรึกษานโยบายอาวุโสให้กับวุฒิสมาชิก Chuck Hagel นอกจากนี้เขายังเคยดำรงตำแหน่งรองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้านนโยบายการเจรจา ในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ซึ่งดูแลเรื่องการควบคุมอาวุธและความมั่นคงระหว่างประเทศ

ก่อนจะเข้าสู่รัฐบาลทรัมป์ Esper ได้ก้าวเข้าสู่ภาคธุรกิจในฐานะผู้บริหารระดับสูงของสมาคมอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace Industries Association) และหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce) รวมถึงดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ที่ Raytheon ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอาวุธและเทคโนโลยีป้องกันประเทศชั้นนำ

Content image

การปฏิรูปกองทัพบกในฐานะรัฐมนตรี

เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพบกในปี 2017 Esper ได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เน้น 3 เสาหลัก คือ ความพร้อมรบ (Readiness), การทำให้ทันสมัย (Modernization) และ ประสิทธิภาพ (Efficiency) โดยเขามองว่าจีนเป็นภัยคุกคามหลักในอนาคต จึงได้ผลักดันการเพิ่มจำนวนทหารประจำการให้มากกว่า 500,000 นาย และจัดตั้ง Army Futures Command (AFC) ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส เพื่อรวมศูนย์การพัฒนานวัตกรรมและอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้ในที่เดียว

หนึ่งในนวัตกรรมการบริหารที่โดดเด่นคือกระบวนการ "Night Court" ซึ่งเป็นการตรวจสอบงบประมาณอย่างเข้มงวด โดยให้จัดลำดับความสำคัญของโครงการจัดซื้อจัดจ้างกว่า 500 รายการ และตัดโครงการที่ไม่จำเป็นออก ส่งผลให้กองทัพสามารถประหยัดงบประมาณได้มากกว่า 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบปืนใหญ่ระยะไกล และการป้องกันภัยทางอากาศ

Content image

นอกจากด้านยุทโธปกรณ์ Esper ยังปฏิรูปการฝึกทหารใหม่ โดยขยายระยะเวลาการฝึกทหารราบพื้นฐานเพิ่มขึ้นกว่า 50% เป็น 22 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มทักษะการรบและการเอาตัวรอด รวมถึงนำระบบทดสอบสมรรถภาพทางกายแบบใหม่ (ACFT) มาใช้แทนระบบเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจการรบจริงในปัจจุบัน

การดูแลสวัสดิการทหารและครอบครัว

Esper ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับคุณภาพชีวิตของทหารและครอบครัว โดยเฉพาะการสนับสนุนการจ้างงานคู่สมรสของทหารและการจัดหาศูนย์ดูแลเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาที่เขาพบเจอในช่วงที่รับราชการทหาร เขาได้ผลักดันให้มีการยอมรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพข้ามรัฐ เพื่อให้คู่สมรสของทหารสามารถทำงานได้ไม่ว่าจะย้ายไปประจำการที่ใด รวมถึงการปรับปรุงมาตรฐานที่พักอาศัยในฐานทัพให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น

Content image

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ตำแหน่งสูงสุด: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (2019–2020)
  • ยศทางทหาร: พันโท (Lieutenant Colonel) สังกัดกองทัพบกสหรัฐฯ
  • ผลงานเด่น: ก่อตั้ง Army Futures Command และริเริ่มกระบวนการ Night Court เพื่อลดงบประมาณส่วนเกิน
  • การศึกษา: ปริญญาตรีจาก West Point, ปริญญาโทจาก Harvard และปริญญาเอกจาก George Washington University
  • จุดสิ้นสุดตำแหน่ง: ถูกประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปลดจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2020
สรุปไทม์ไลน์การดำรงตำแหน่งสำคัญของ Mark Esper
ช่วงปี ตำแหน่ง หน่วยงาน/รัฐบาล
1986–2007 นายทหารราบ / พันโท กองทัพบกสหรัฐฯ
2002–2004 รองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐบาล George W. Bush
2017–2019 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพบก รัฐบาล Donald Trump
2019–2020 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐบาล Donald Trump
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Mark Esper คือใคร?

เขาเป็นนักการเมืองและผู้บริหารชาวอเมริกัน สังกัดพรรครีพับลิกัน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสูงสุดในสายความมั่นคงคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพบก

กระบวนการ Night Court คืออะไร?

คือวิธีการบริหารงบประมาณที่ Esper นำมาใช้เพื่อตัดลดโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยการให้เจ้าหน้าที่จัดลำดับความสำคัญของทุกโครงการใหม่ เพื่อนำเงินที่ประหยัดได้ไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารที่จำเป็นต่ออนาคต

Army Futures Command (AFC) มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

จัดตั้งขึ้นเพื่อรวมศูนย์การพัฒนากำลังรบให้ทันสมัย โดยให้มีการประสานงานระหว่างการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การออกแบบองค์กร และการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้ภายใต้การบังคับบัญชาเดียว เพื่อให้กองทัพบกพร้อมรับมือกับสงครามที่มีความเข้มข้นสูง

ทำไม Mark Esper ถึงถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม?

เขาถูกประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปลดผ่านทาง Twitter เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2020 เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับความโปร่งใสและความถูกต้องของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020

Esper มีบทบาทอย่างไรในการปรับปรุงการฝึกทหาร?

เขาได้ขยายเวลาการฝึกทหารราบพื้นฐานให้ยาวนานขึ้นเป็น 22 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกใช้อาวุธ การนำทาง และการปฏิบัติการกลางคืน ซึ่งช่วยลดอัตราการบาดเจ็บและเพิ่มทักษะการรบของทหารใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ