← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Matt McCarten นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงานและผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองนิวซีแลนด์

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Matt McCarten นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงานและผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองนิวซีแลนด์

Matt McCarten นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงานและผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองนิวซีแลนด์ Matt McCarten คือบุคคลผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในแวดวงการจัดตั้งทางการเมืองและสหภาพแรงงานของ…

Matt McCartenสหภาพแรงงานนิวซีแลนด์พรรค Allianceพรรค Labour

Matt McCarten นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงานและผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองนิวซีแลนด์

Matt McCarten คือบุคคลผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในแวดวงการจัดตั้งทางการเมืองและสหภาพแรงงานของประเทศนิวซีแลนด์ โดยเขามีเชื้อสาย Ngāpuhi และอุทิศตนให้กับการต่อสู้เพื่อสิทธิของชนชั้นแรงงานมาอย่างยาวนาน ผ่านการก่อตั้งและบริหารสหภาพแรงงานหลายแห่ง เช่น Unite Union และ One Union รวมถึงการดำรงตำแหน่งผู้นำในพรรคการเมืองระดับชาติ

Content image

เส้นทางชีวิตช่วงต้นและการหล่อหลอมตัวตน

ชีวิตวัยเด็กของ McCarten เต็มไปด้วยความผันผวน เขาเป็นลูกคนสุดท้องของ John และ Rehina McCarten โดยในช่วงแรกหลังเกิด เขาถูกส่งตัวไปอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์คาทอลิก Saint Vincent's ในเมืองโอ๊คแลนด์ เนื่องจากมารดาถูกทำให้เชื่อว่าบุตรคนที่สี่เสียชีวิตตั้งแต่เกิด ส่งผลให้เธอตัดขาดการติดต่อกับครอบครัวและย้ายไปอยู่ที่เมืองดะนีดิน

จนถึงอายุ 14 ปี McCarten ต้องใช้ชีวิตในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าหลายแห่งในเวลลิงตัน, โอตากิ และมาร์ตัน ซึ่งในระหว่างที่อยู่สถานรับเลี้ยงที่มาร์ตัน เขาต้องเผชิญกับความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ ประสบการณ์อันเลวร้ายเหล่านี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาปฏิเสธความเชื่อทางศาสนาคริสต์และมีทัศนคติที่เปิดกว้างเรื่องเพศ

เมื่อความจริงปรากฏว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เขาจึงได้ย้ายไปอยู่กับมารดาที่ดะนีดิน อย่างไรก็ตาม ชีวิตในช่วงวัยรุ่นยังคงมีความท้าทาย โดยเขาเคยถูกส่งตัวเข้าบำบัดในโรงพยาบาลจิตเวช Waikari หลังจากพยายามปล้นธนาคารแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งเขามองว่าเหตุการณ์นี้คือจุดหักเหสำคัญที่ทำให้เขาเริ่มทบทวนชีวิตตนเอง

จุดเริ่มต้นของการเป็นนักต่อสู้เพื่อแรงงาน

หลังจากออกจากโรงพยาบาล McCarten กลับมาเรียนหนังสือควบคู่ไปกับการทำงานพาร์ทไทม์ แม้จะสอบผ่านเกณฑ์เข้ามหาวิทยาลัย แต่เขาเลือกที่จะทำงานในโรงแรมที่ควีนส์ทาวน์ ที่นั่นเขาได้เข้าร่วมการประท้วงหยุดงานเพื่อต่อต้านนโยบายเลิกจ้างพนักงานระดับปฏิบัติการหลังสิ้นสุดฤดูกาลท่องเที่ยว ประสบการณ์นี้ทำให้เขาผันตัวมาเป็นนักสหภาพแรงงานอย่างเต็มตัว โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมอย่าง The Grapes of Wrath ของ John Steinbeck และ Homage to Catalonia ของ George Orwell

ในช่วงเวลาต่อมา เขาได้ทำงานหลากหลายตำแหน่ง ตั้งแต่บาร์เทนเดอร์ไปจนถึงผู้จัดการโรงแรม และได้แสดงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน เช่น การปฏิเสธให้บริการสมาชิกทีมรักบี้ทีมชาติแอฟริกาใต้เพื่อต่อต้านนโยบาย Apartheid (การแบ่งแยกสีผิว) นอกจากนี้เขายังเป็นสมาชิกของ Hotel and Hospital Workers' Union ซึ่งเชื่อมโยงเขาเข้ากับพรรค Labour ตั้งแต่อายุ 19 ปี

ความสำเร็จในการขับเคลื่อนค่าแรงขั้นต่ำ

หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นคือการนำการประท้วงหยุดงานเพื่อเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำ 20 ดอลลาร์ ซึ่งแม้เขาจะถูกตำรวจจับกุมระหว่างการชุมนุมที่โรงแรม Sheraton ใกล้สนามบินโอ๊คแลนด์ แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้ขยายตัวเป็นการหยุดงานทั่วประเทศ จนในที่สุดอุตสาหกรรมโรงแรมยอมตกลงปรับค่าแรงตามข้อเรียกร้อง

บทบาททางการเมืองและการนำพรรค Alliance

McCarten เริ่มมีความขัดแย้งกับแนวทางของพรรค Labour ในยุค 1980 ภายใต้การนำของ Roger Douglas ซึ่งเน้นนโยบายเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี (Rogernomics) ที่เขามองว่าเป็นการทรยศต่อรากเหง้าของพรรค เขาจึงหันไปร่วมมือกับ Jim Anderton จนนำไปสู่การก่อตั้งพรรค NewLabour และต่อมาได้รวมตัวกับพรรคอื่นๆ กลายเป็นพรรค Alliance โดย McCarten ดำรงตำแหน่งประธานพรรค

เขาได้นำการรณรงค์หาเสียงหลายครั้ง แต่ต่อมาเริ่มมีความเห็นไม่ตรงกับโครงสร้างการบริหารของพรรคที่เขามองว่าไม่เป็นประชาธิปไตย จนนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างเขากับ Jim Anderton ในช่วงปี 2002 ซึ่งส่งผลให้ Anderton แยกตัวไปตั้งพรรค Progressive และทิ้งให้กลุ่มของ McCarten ควบคุมพรรค Alliance ต่อไป

McCarten ก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางการเมืองของพรรค Alliance ในปี 2003 แต่ต้องลาออกในปี 2004 เพื่อไปสนับสนุนพรรค Māori Party แม้ว่าสมาชิกของทั้งสองกลุ่มจะไม่ได้เห็นพ้องกับแนวคิดนี้ก็ตาม

การก่อตั้ง Unite Union และการกลับสู่พรรค Labour

ในปี 2005 McCarten ได้รับมอบหมายให้เป็นเลขาธิการของ Unite Union ซึ่งเขาสามารถสร้างชัยชนะครั้งสำคัญในการจัดตั้งสหภาพแรงงานสำหรับกลุ่ม "คนจนที่ทำงาน" (Working Poor) เช่น พนักงานฟาสต์ฟู้ด, คอลเซ็นเตอร์ และพนักงานรักษาความปลอดภัย โดยแคมเปญ supersizemypay.com สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมสำหรับพนักงานกว่า 7,000 คนของ Restaurant Brands Limited

ต่อมาในปี 2014 เขาได้กลับเข้าสู่พรรค Labour อีกครั้งในตำแหน่ง Chief of Staff (หัวหน้าคณะทำงาน) ให้กับผู้นำพรรค David Cunliffe และ Andrew Little จนถึงปี 2016

อุดมการณ์ในปัจจุบันและการเคลื่อนไหวทางสังคม

ปัจจุบัน McCarten ยังคงทำงานเพื่อแรงงานผ่าน One Union ซึ่งมุ่งเน้นการช่วยเหลือแรงงานค่าจ้างต่ำในธุรกิจขนาดเล็กและแรงงานข้ามชาติ นอกจากนี้เขายังได้เข้าร่วม New Zealand Free Speech Union โดยเน้นย้ำว่าเสรีภาพในการพูดและการถกเถียงเป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตย แม้ว่าการสนทนานั้นจะทำให้บางคนรู้สึกไม่สบายใจก็ตาม

ในด้านทัศนคติระดับโลก เขาเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอลอย่างรุนแรง ซึ่งนำไปสู่การโต้ตอบจากเอกอัครราชทูตอิสราเอลที่กล่าวหาว่าทัศนคติของเขาแฝงไปด้วยการต่อต้านชาวยิว

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • เชื้อสาย: มีเชื้อสาย Ngāpuhi (ชาวมาออรี)
  • บทบาทหลัก: นักจัดตั้งสหภาพแรงงานและนักการเมืองสายซ้าย
  • ผลงานเด่น: ผลักดันค่าแรงขั้นต่ำ 20 ดอลลาร์ และก่อตั้ง Unite Union
  • พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง: Labour, NewLabour, Alliance, และ Mana Movement
  • จุดยืนปัจจุบัน: สนับสนุนเสรีภาพในการพูดและสิทธิแรงงานข้ามชาติ
สรุปไทม์ไลน์และบทบาทสำคัญของ Matt McCarten
ช่วงปี / วันที่ บทบาท / เหตุการณ์สำคัญ องค์กร/พรรคการเมือง
1980s นักจัดตั้งแรงงานและสมาชิกพรรค Labour Party
1989 - 2004 ประธานและผู้อำนวยการพรรค NewLabour / Alliance
2003 - 2004 ผู้นำทางการเมือง (Leader) Alliance
2005 - ปัจจุบัน เลขาธิการและผู้ก่อตั้ง Unite Union / One Union
2014 - 2016 หัวหน้าคณะทำงาน (Chief of Staff) Labour Party
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Matt McCarten มีบทบาทอย่างไรในสหภาพแรงงานนิวซีแลนด์?

เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้นำของ Unite Union และ One Union โดยเน้นการให้ความช่วยเหลือแรงงานค่าจ้างต่ำและแรงงานข้ามชาติที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ รวมถึงการทำข้อตกลงร่วมเพื่อเพิ่มค่าจ้างในอุตสาหกรรมบริการ

ทำไมเขาถึงแยกตัวออกจากพรรค Labour ในช่วงแรก?

เนื่องจากเขาไม่เห็นด้วยกับนโยบายเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีและการลดการควบคุมของรัฐ (Deregulation) ภายใต้การนำของ Roger Douglas ซึ่งเขามองว่าขัดกับหลักการพื้นฐานของพรรคแรงงาน

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพรรค Alliance เป็นอย่างไร?

เขาเคยเป็นทั้งประธานและผู้นำทางการเมืองของพรรค แต่มีความขัดแย้งภายในเรื่องโครงสร้างการบริหารและแนวทางการประนีประนอมกับพรรค Labour จนนำไปสู่การแตกหักกับ Jim Anderton

ทัศนคติของเขาต่อเรื่องเสรีภาพในการพูดคืออะไร?

เขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงในสังคมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการสนทนาและการโต้เถียง แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ แต่เขาแยกแยะระหว่าง "ความไม่สบายใจ" กับ "ประทุษวาจา" (Hate Speech) อย่างชัดเจน

ชีวิตส่วนตัวของเขามีจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างไร?

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการได้กลับมาพบกับมารดาในวัย 14 ปี หลังจากถูกแยกจากกันตั้งแต่เกิด และการเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาลจิตเวชหลังพยายามปล้นธนาคาร ซึ่งทำให้เขาเริ่มเปลี่ยนทิศทางชีวิตสู่การเป็นนักเคลื่อนไหว