← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
MG

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Matthew Gentzkow นักเศรษฐศาสตร์ผู้พลิกมุมมองเรื่องการโน้มน้าวใจและอิทธิพลของสื่อ

Matthew Gentzkow นักเศรษฐศาสตร์ผู้พลิกมุมมองเรื่องการโน้มน้าวใจและอิทธิพลของสื่อ ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลอย่างรวดเร็ว การเข้าใจว่าข้อมูลถูกส่งต่อและส่งผลต่อการตัดสิน…

Matthew GentzkowBayesian Persuasionเศรษฐศาสตร์การออกแบบข้อมูล

Matthew Gentzkow นักเศรษฐศาสตร์ผู้พลิกมุมมองเรื่องการโน้มน้าวใจและอิทธิพลของสื่อ

ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลอย่างรวดเร็ว การเข้าใจว่าข้อมูลถูกส่งต่อและส่งผลต่อการตัดสินใจของมนุษย์อย่างไรเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง Matthew Gentzkow ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด คือหนึ่งในนักคิดระดับโลกที่อุทิศตนเพื่อศึกษาเรื่องนี้ โดยเขามุ่งเน้นไปที่จุดตัดระหว่างเศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics) การจัดระเบียบอุตสาหกรรม (Industrial Organization) และเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy)

เส้นทางวิชาการและความสำเร็จ

Gentzkow สำเร็จการศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยมีผู้เชี่ยวชาญอย่าง Ariel Pakes และ Andrei Shleifer เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในระดับดุษฎีบัณฑิต ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เขาเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ Richard O. Ryan และ Neubauer Family Faculty Fellow ที่ University of Chicago Booth School of Business

ด้วยผลงานที่โดดเด่น เขาจึงได้รับรางวัล John Bates Clark Medal ในปี 2014 ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับนักเศรษฐศาสตร์รุ่นเยาว์ และในปี 2022 เขาได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของ National Academy of Sciences ซึ่งเป็นการยืนยันถึงคุณภาพและอิทธิพลของงานวิจัยที่มีต่อวงการวิชาการระดับโลก

สรุปข้อมูลสำคัญของ Matthew Gentzkow
หัวข้อ รายละเอียด
วันเกิด 27 เมษายน 1975
การศึกษา BA, MA, PhD จาก Harvard University
สถาบันปัจจุบัน Stanford University
ความเชี่ยวชาญ เศรษฐศาสตร์จุลภาค, การจัดระเบียบอุตสาหกรรม, เศรษฐศาสตร์การเมือง
รางวัลสำคัญ John Bates Clark Medal (2014)

ทฤษฎี Bayesian Persuasion และการออกแบบข้อมูล

หนึ่งในผลงานที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการเศรษฐศาสตร์มากที่สุดคือบทความเรื่อง "Bayesian Persuasion" (การโน้มน้าวใจแบบเบย์เซียน) ที่เขียนร่วมกับ Emir Kamenica ในปี 2011 ซึ่งนำไปสู่การเกิดสาขาวิชา Information Design หรือการออกแบบข้อมูล

ทฤษฎีนี้อธิบายว่า ผู้ส่งสารสามารถโน้มน้าวผู้รับสารให้ตัดสินใจในทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งได้ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีความรู้พื้นฐานที่ถูกต้องตรงกัน โดยการเลือก "วิธีการส่งสัญญาณ" หรือการเลือกเปิดเผยข้อมูลเพียงบางส่วน แทนที่จะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ซึ่งหากการตอบสนองของผู้รับสารมีความไม่เป็นเส้นตรง (Non-linear) ผู้ส่งสารจะสามารถออกแบบสัญญาณที่เปลี่ยนการตัดสินใจของผู้รับได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีของอัยการที่ต้องการให้ผู้พิพากษาตัดสินว่าจำเลยมีความผิด หากอัยการเลือกใช้วิธีการตรวจสอบที่ให้ผลลัพธ์แบบกว้างๆ (เช่น การตรวจกรุ๊ปเลือดที่พบในคนจำนวนมาก) แทนที่จะตรวจสอบอย่างละเอียดจนเห็นความจริงทั้งหมด อัยการอาจสามารถเพิ่มอัตราการตัดสินว่ามีความผิดได้สูงขึ้น แม้ว่าความน่าจะเป็นที่แท้จริงของความผิดจะยังคงเท่าเดิมก็ตาม

แนวคิดนี้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายด้าน เช่น การที่โรงเรียนให้เกรดแบบกว้างๆ เพื่อประโยชน์ของผู้เรียน หรือการที่ Google ให้ข้อมูลการจราจรแบบไม่ละเอียดทั้งหมดเพื่อลดความแออัดของถนน

การวิเคราะห์อคติของสื่อและแรงขับเคลื่อนทางสังคม

Gentzkow และ Jesse Shapiro ได้ร่วมกันศึกษาเรื่อง Media Bias หรืออคติของสื่อ โดยเสนอว่าอคติเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการของเจ้าของสื่อ แต่เกิดจาก "ความต้องการของผู้บริโภค" เนื่องจากผู้คนมักจะเชื่อถือแหล่งข่าวที่นำเสนอข้อมูลสอดคล้องกับความเชื่อเดิมของตนเอง

จากการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้ภาษาในบันทึกของสภาคองเกรสปี 2005 และยอดจำหน่ายหนังสือพิมพ์ในย่านที่มีแนวคิดทางการเมืองต่างกัน พวกเขาพบว่าสื่อเลือกที่จะนำเสนอเนื้อหาที่มีอคติเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเพื่อสร้างกำไรสูงสุด ดังนั้น การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาดสื่อจึงมีแนวโน้มที่จะช่วยเพิ่มความหลากหลายทางอุดมการณ์ของหนังสือพิมพ์ให้มากขึ้น

โซเชียลมีเดีย ความแตกแยก และการเสพติดดิจิทัล

ในยุคปัจจุบัน Gentzkow ได้หันมาศึกษาเรื่องความแตกแยกทางการเมือง (Political Polarization) และข่าวปลอม (Fake News) โดยเขาพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า โซเชียลมีเดียอาจไม่ได้เป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดความแตกแยกทางการเมือง เพราะความแตกแยกกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในกลุ่มคนที่ใช้งานโซเชียลมีเดียน้อยที่สุด

สำหรับการศึกษาเรื่องข่าวปลอมในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2016 เขาพบว่าแม้ข่าวปลอมจะเอนเอียงไปทาง Donald Trump แต่ผลกระทบต่อคะแนนเสียงโดยรวมนั้นมีน้อยมากจนแทบไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

นอกจากนี้ เขายังศึกษาเรื่อง Digital Addiction หรือการเสพติดดิจิทัล โดยพบว่าพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดียส่วนหนึ่งเกิดจากความเคยชินและการเสพติด ซึ่งจากการทดลองให้ผู้ใช้หยุดใช้ Facebook เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าผู้เข้าร่วมมีความสุขและมีสุขภาวะทางจิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดย Gentzkow ประเมินว่าประมาณ 31% ของการใช้งานโซเชียลมีเดียเกิดจากพฤติกรรมการเสพติด

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • Bayesian Persuasion: ทฤษฎีที่ชี้ให้เห็นว่าการควบคุมการไหลของข้อมูลสามารถเปลี่ยนการตัดสินใจของผู้รับได้
  • Media Bias: อคติของสื่อถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการของผู้บริโภค ไม่ใช่ความต้องการของเจ้าของสื่อ
  • Political Polarization: โซเชียลมีเดียไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความแตกแยกทางการเมืองในสหรัฐฯ
  • Digital Addiction: ประมาณ 1 ใน 3 ของการใช้โซเชียลมีเดียเกิดจากอาการเสพติด ซึ่งการลดการใช้งานช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตได้
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Bayesian Persuasion คืออะไร?

คือทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายว่าผู้ส่งสารสามารถโน้มน้าวผู้รับสารได้โดยการออกแบบวิธีการส่งข้อมูลหรือเลือกเปิดเผยข้อมูลบางส่วน เพื่อให้ผู้รับสารตัดสินใจในทางที่ผู้ส่งสารต้องการ แม้ว่าทั้งคู่จะทราบข้อมูลพื้นฐานที่ถูกต้องอยู่แล้ว

อคติของสื่อเกิดจากอะไรตามมุมมองของ Gentzkow?

เกิดจากความต้องการของผู้บริโภคที่ชอบรับข้อมูลที่ตรงกับความเชื่อเดิมของตนเอง ทำให้สื่อที่นำเสนอเนื้อหาเอนเอียงได้รับความนิยมและสร้างกำไรได้มากกว่า

โซเชียลมีเดียทำให้คนแตกแยกทางการเมืองจริงหรือไม่?

งานวิจัยของ Gentzkow และคณะระบุว่าไม่จริง โดยพบว่าความแตกแยกทางการเมืองเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มประชากร รวมถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้ใช้โซเชียลมีเดียด้วย

การเสพติดโซเชียลมีเดียส่งผลอย่างไร?

ทำให้ผู้ใช้ใช้งานมากกว่าที่ควรจะเป็นเพื่อตอบสนองความเคยชิน ซึ่งการจำกัดการใช้งานหรือหยุดใช้ชั่วคราวสามารถช่วยเพิ่มระดับความสุขและสุขภาวะโดยรวมของผู้ใช้งานได้อย่างมีนัยสำคัญ