← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Matthias Sammer ตำนานลิเบอโร่ผู้พลิกโฉมเกมรับและผู้บริหารระดับโลก

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Matthias Sammer ตำนานลิเบอโร่ผู้พลิกโฉมเกมรับและผู้บริหารระดับโลก

Matthias Sammer ตำนานลิเบอโร่ผู้พลิกโฉมเกมรับและผู้บริหารระดับโลก หากจะกล่าวถึงหนึ่งในกองหลังที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเยอรมัน ชื่อของ Matthias Sammer จะต้อ…

Matthias Sammerบอร์รุสเซีย ดอร์ทมุนด์Ballon d'Orลิเบอโร่

Matthias Sammer ตำนานลิเบอโร่ผู้พลิกโฉมเกมรับและผู้บริหารระดับโลก

หากจะกล่าวถึงหนึ่งในกองหลังที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเยอรมัน ชื่อของ Matthias Sammer จะต้องปรากฏอยู่ในลำดับต้นๆ เสมอ เขาไม่ได้เป็นเพียงนักเตะที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในระดับสโมสรและทีมชาติ แต่ยังเป็นผู้ที่เปลี่ยนนิยามของตำแหน่ง Sweeper หรือ Libero (ตัวกวาดที่สามารถเติมเกมรุกได้) ให้กลายเป็นอาวุธสำคัญในการขับเคลื่อนเกมจากแนวรับสู่แนวรุกอย่างสมบูรณ์แบบ

Content image

เส้นทางอาชีพนักเตะ: จากกองหน้าสู่ยอดกองหลังระดับโลก

Sammer เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับสโมสร Dynamo Dresden ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ โดยในช่วงแรกเขาถูกวางตัวให้เล่นในตำแหน่งกองหน้าและปีกซ้าย ก่อนจะขยับมาเล่นกองกลางตัวกลางในช่วงปี 1987–88 ซึ่งความสามารถในการอ่านเกมและทักษะการจ่ายบอลที่ยอดเยี่ยมทำให้เขาโดดเด่นอย่างรวดเร็ว

หลังจากประสบความสำเร็จกับ Dresden เขาได้ย้ายไปร่วมทีม VfB Stuttgart และพาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาครั้งแรกของเยอรมนีหลังการรวมประเทศ แม้จะมีการย้ายไปร่วมทีม Inter Milan ในอิตาลีช่วงสั้นๆ แต่ด้วยปัญหาการปรับตัวด้านการใช้ชีวิต ทำให้เขากลับมายังเยอรมนีเพื่อร่วมทัพ Borussia Dortmund ในปี 1993

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อโค้ช Ottmar Hitzfeld ปรับให้เขาลงเล่นในตำแหน่ง Libero ซึ่งทำให้ Sammer กลายเป็นหัวใจสำคัญของทีม นำดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัยซ้อน และจุดสูงสุดคือการนำทีมคว้าแชมป์ UEFA Champions League ในปี 1997 อย่างไรก็ตาม อาการบาดเจ็บที่เข่าอย่างรุนแรงทำให้เขาต้องประกาศแขวนสตั๊ดในปี 1998 ด้วยวัยเพียง 31 ปี

Content image

เกียรติยศในนามทีมชาติและการคว้ารางวัล Ballon d'Or

ในระดับนานาชาติ Sammer มีความพิเศษตรงที่เขาเคยรับใช้ทั้งทีมชาติเยอรมนีตะวันออก (GDR) และทีมชาติเยอรมนีรวม โดยเขาเป็นกัปตันทีมในนัดสุดท้ายของเยอรมนีตะวันออกก่อนการรวมประเทศ

ผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือในศึก UEFA Euro 1996 ซึ่ง Sammer โชว์ฟอร์มได้อย่างเหนือชั้นจนได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ และส่งผลให้เขาได้รับรางวัล Ballon d'Or (รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลก) ในปีเดียวกัน ซึ่งถือเป็นกองหลังคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ต่อจาก Franz Beckenbauer ในรอบ 20 ปี

Content image

บทบาทผู้บริหารและโค้ช: ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

หลังเลิกเล่น Sammer ผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีม โดยพาสโมสร Borussia Dortmund คว้าแชมป์บุนเดสลีกาในปี 2002 ก่อนจะก้าวเข้าสู่บทบาทผู้บริหารระดับสูงในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของสมาคมฟุตบอลเยอรมัน (DFB) ซึ่งเขามีส่วนสำคัญในการปฏิรูประบบเยาวชนและวางรากฐานทางแท็กติกให้ทีมชาติเยอรมนีกลับมาผงาดอีกครั้ง

ต่อมาเขาได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาของ Bayern Munich และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ทีมคว้า Treble (แชมป์ 3 รายการใหญ่ในฤดูกาลเดียว) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรในปี 2013 ก่อนจะลาออกในปี 2016 ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ และปัจจุบันยังคงให้คำปรึกษาแก่ Borussia Dortmund เป็นครั้งคราว

Content image

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ตำแหน่งที่เล่น: เริ่มต้นจากกองหน้า ปีก และกองกลาง ก่อนจะโด่งดังที่สุดในตำแหน่ง Libero (ตัวกวาด)
  • ความสำเร็จสูงสุด: เจ้าของรางวัล Ballon d'Or ปี 1996 และแชมป์ UEFA Champions League 1997
  • สถิติทีมชาติ: ลงเล่นให้เยอรมนีตะวันออก 23 นัด และเยอรมนีรวม 51 นัด รวมทั้งสิ้น 74 นัด
  • ผลงานบริหาร: มีส่วนร่วมในการสร้างความสำเร็จ Treble ของบาเยิร์น มิวนิก และปฏิรูประบบเยาวชนของ DFB
สรุปความสำเร็จและสถิติของ Matthias Sammer
หัวข้อ รายละเอียด / รางวัล
รางวัลส่วนตัว Ballon d'Or (1996), ผู้เล่นยอดเยี่ยม Euro 1996
แชมป์สโมสร บุนเดสลีกา (Dortmund, Stuttgart), UEFA Champions League (1997)
แชมป์ทีมชาติ UEFA European Championship (1996)
สถิติการลงเล่น ลงเล่นทั้งหมด 291 นัด ทำได้ 84 ประตู (ระดับสโมสร)
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Matthias Sammer เล่นตำแหน่งอะไรเป็นหลักในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด?

ในช่วงที่ประสบความสำเร็จสูงสุด เขาเล่นในตำแหน่ง Libero หรือตัวกวาด ซึ่งเป็นกองหลังตัวสุดท้ายที่มีอิสระในการเติมเกมรุกและควบคุมจังหวะเกมจากแนวรับ

ทำไมเขาถึงได้รับรางวัล Ballon d'Or ในปี 1996?

เนื่องจากผลงานอันโดดเด่นในการพาทีมชาติเยอรมนีคว้าแชมป์ UEFA Euro 1996 โดยเขาได้รับเลือกเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ และมีบทบาทสำคัญอย่างมากในเกมรับและเกมรุกของทีม

เขามีบทบาทอย่างไรกับสมาคมฟุตบอลเยอรมัน (DFB)?

เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค โดยเน้นการพัฒนาผู้เล่นเยาวชนอายุ 11-18 ปี และนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้ในการฝึกซ้อม เพื่อยกระดับมาตรฐานฟุตบอลเยอรมัน

อาการบาดเจ็บใดที่ทำให้เขาต้องเลิกเล่นฟุตบอล?

เขาต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บที่เข่าอย่างรุนแรง ซึ่งไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาสมบูรณ์ได้ ทำให้ต้องตัดสินใจรีไทร์จากการเป็นนักเตะอาชีพในปี 1998

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฐานะผู้บริหารคืออะไร?

การดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาที่บาเยิร์น มิวนิก ซึ่งเขามีส่วนช่วยให้สโมสรคว้าแชมป์ 3 รายการใหญ่ (Treble) ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรในปี 2013