Maury Obstfeld นักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกและอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF
ในโลกของเศรษฐศาสตร์มหภาคและการเงินระหว่างประเทศ ชื่อของ Maury Obstfeld (มอริส ออบสเฟลด์) เป็นที่ยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก ด้วยบทบาทที่ครอบคลุมทั้งในด้านวิชาการและการบริหารนโยบายเศรษฐกิจระดับสูง เขาไม่เพียงแต่สร้างองค์ความรู้ผ่านงานวิจัย แต่ยังได้นำทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกผ่านองค์กรระดับสากล
เส้นทางวิชาการและการศึกษา
Maury Obstfeld เริ่มต้นการสร้างรากฐานทางปัญญาด้วยการศึกษาที่สถาบันชั้นนำของโลก โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (summa cum laude) จาก University of Pennsylvania จากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ King's College, Cambridge และคว้าปริญญาเอก (Ph.D.) จาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) ในปี 1979 โดยมี Rudi Dornbusch เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
ในด้านวิชาการ เขาเป็นศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่ University of California, Berkeley และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและการพัฒนาระหว่างประเทศ (CIDER) นอกจากนี้เขายังเคยร่วมงานกับมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Columbia และ University of Pennsylvania รวมถึงเคยเป็นศาสตราจารย์รับเชิญที่ Harvard ระหว่างปี 1989 ถึง 1991
บทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
นอกเหนือจากงานสอนและงานวิจัย Obstfeld ได้ก้าวเข้าสู่บทบาทผู้กำหนดนโยบายในระดับสูง โดยในปี 2014 เขาได้รับแต่งตั้งจากทำเนียบขาวให้เป็นนักเศรษฐศาสตร์มหภาคหลักในสภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ (Council of Economic Advisers)
จุดสูงสุดในสายงานบริหารเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2015 เมื่อเขาได้รับแต่งตั้งจาก Christine Lagarde ให้ดำรงตำแหน่ง Chief Economist หรือหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย ซึ่งเขารับช่วงต่อจาก Olivier Blanchard และดำรงตำแหน่งจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2018 ก่อนที่จะส่งมอบตำแหน่งให้กับ Gita Gopinath
แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์และผลงานโดดเด่น
Obstfeld ยึดถือแนวทาง New Keynesian economics (เศรษฐศาสตร์เคนส์ใหม่) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เน้นการวิเคราะห์ความล้มเหลวของตลาดในระยะสั้นและความเหนียวแน่นของราคาและค่าจ้าง งานวิจัยของเขามุ่งเน้นไปที่เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศและพลวัตของเศรษฐกิจโลก
เขามีผลงานเขียนและหนังสือที่ทรงอิทธิพลมากมาย โดยเฉพาะหนังสือ International Economics: Theory and Policy ที่เขียนร่วมกับ Paul Krugman และ Marc Melitz ซึ่งกลายเป็นตำราสำคัญในแวดวงการศึกษาเศรษฐศาสตร์ รวมถึงงานวิจัยที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องวิกฤตเศรษฐกิจโลก, นโยบายการเงิน, ไปจนถึงผลกระทบของ COVID-19 และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| การศึกษา | BA (UPenn), MA (Cambridge), PhD (MIT) |
| ตำแหน่งบริหารสูงสุด | หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF (2015–2018) |
| สังกัดทางวิชาการ | University of California, Berkeley |
| สำนักคิดทางเศรษฐศาสตร์ | New Keynesian economics |
| รางวัลและเกียรติยศ | Bernhard Harms Prize, Fellow of the Econometric Society |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- เกิดวันที่: 19 มีนาคม 1952 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
- ความเชี่ยวชาญ: เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศและเศรษฐศาสตร์มหภาค
- เครือข่ายวิจัย: เป็นสมาชิกของ CEPR, NBER และ Kiel Institute for the World Economy
- บทบาทปัจจุบัน: ศาสตราจารย์ที่ UC Berkeley และ Senior Fellow ที่ Peterson Institute for International Economics
- ที่ปรึกษาพิเศษ: ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของสถาบันการเงินและการเศรษฐกิจแห่งธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan)
คำถามที่พบบ่อย
Maury Obstfeld มีบทบาทอย่างไรใน IMF?
เขาเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ (Chief Economist) และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IMF ระหว่างปี 2015 ถึง 2018 โดยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทางเศรษฐกิจระดับโลก
แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เขาใช้คืออะไร?
เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาย New Keynesian economics ซึ่งเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้ราคาและค่าจ้างไม่ปรับตัวตามกลไกตลาดในทันที ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
ผลงานเขียนที่โดดเด่นที่สุดของเขาคืออะไร?
หนึ่งในผลงานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือหนังสือ "International Economics: Theory and Policy" ซึ่งเขียนร่วมกับ Paul Krugman และ Marc Melitz
เขามีความเกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาใดบ้าง?
เขาเป็นศาสตราจารย์ที่ University of California, Berkeley และเคยร่วมงานกับสถาบันชั้นนำอย่าง MIT, Harvard, Columbia และ University of Pennsylvania
นอกจากงานวิชาการแล้ว เขามีบทบาทในภาครัฐหรือไม่?
ใช่ เขาเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นนักเศรษฐศาสตร์มหภาคหลักในสภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ (Council of Economic Advisers) ของทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา ในปี 2014