← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Mia Hamm ตำนานกองหน้าผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์ฟุตบอลหญิงโลก

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Mia Hamm ตำนานกองหน้าผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์ฟุตบอลหญิงโลก

Mia Hamm ตำนานกองหน้าผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์ฟุตบอลหญิงโลก หากจะกล่าวถึงบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อวงการฟุตบอลหญิงระดับโลก ชื่อของ Mia Hamm (เมีย แฮม) จะต้องปรากฏอยู่ในลำดั…

Mia HammฟุตบอลหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกาFIFA Women's World Cup

Mia Hamm ตำนานกองหน้าผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์ฟุตบอลหญิงโลก

หากจะกล่าวถึงบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อวงการฟุตบอลหญิงระดับโลก ชื่อของ Mia Hamm (เมีย แฮม) จะต้องปรากฏอยู่ในลำดับต้นๆ เสมอ เธอไม่เพียงแต่เป็นนักเตะที่มีทักษะยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้และความสำเร็จที่ผลักดันให้กีฬาฟุตบอลหญิงได้รับความนิยมไปทั่วโลก

Mariel Margaret Hamm เกิดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 1972 ที่เมืองเซลมา รัฐแอลาบามา สหรัฐอเมริกา ด้วยความสูง 1.65 เมตร เธอเริ่มต้นเส้นทางสายลูกหนังด้วยความมุ่งมั่น โดยเล่นในตำแหน่ง Forward (กองหน้า) และ Midfielder (กองกลาง) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องใช้ทั้งความเร็ว ความแม่นยำ และไหวพริบในการทำประตู

Content image

เส้นทางสู่ความสำเร็จจากระดับเยาวชนสู่ระดับโลก

เส้นทางอาชีพของ Mia Hamm เริ่มต้นอย่างโดดเด่นตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น โดยเธอร่วมทีม Braddock Road Shooting Stars ในปี 1988 และ Lake Braddock Bruins ในปี 1989 ก่อนจะก้าวเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัยกับทีม North Carolina Tar Heels ระหว่างปี 1989–1993 ซึ่งที่นี่เธอสร้างสถิติอันน่าทึ่งด้วยการลงสนาม 95 นัด และทำประตูได้ถึง 103 ประตู

ในระดับอาชีพ เธอได้ร่วมงานกับทีม Washington Freedom ในช่วงปี 2001–2003 โดยลงเล่นไป 49 นัด และทำได้ 28 ประตู นอกจากนี้เธอยังเป็นส่วนสำคัญในการก่อตั้งลีกฟุตบอลหญิง และคว้าแชมป์ WUSA Founder's Cup ในปี 2003 อีกด้วย

Hamm warming up before a match in 1998

เกียรติประวัติและผลงานในนามทีมชาติสหรัฐอเมริกา

จุดสูงสุดในอาชีพของ Mia Hamm คือการรับใช้ทีมชาติสหรัฐอเมริกา (USWNT) ระหว่างปี 1987–2004 เธอลงสนามในนามทีมชาติถึง 276 นัด และทำประตูไปได้ 158 ประตู ซึ่งถือเป็นสถิติที่น่าเกรงขามในยุคนั้น

ความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดของเธอคือการคว้าแชมป์ FIFA Women's World Cup (ฟุตบอลโลกหญิง) 2 สมัย ในปี 1991 และ 1999 รวมถึงการคว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัย (1996 และ 2004) และเหรียญเงินในปี 2000 ความสามารถอันโดดเด่นทำให้เธอได้รับรางวัลนักฟุตบอลหญิงยอดเยี่ยมของโลกจาก FIFA (FIFA Women's World Player of the Year) ถึง 2 ปีซ้อนในปี 2001 และ 2002

Hamm during a match against Germany in 1997
สรุปข้อมูลและสถิติสำคัญของ Mia Hamm
หัวข้อ รายละเอียด
จำนวนนัดที่ลงเล่นให้ทีมชาติ 276 นัด
จำนวนประตูที่ทำได้ในนามทีมชาติ 158 ประตู
แชมป์ฟุตบอลโลกหญิง 2 สมัย (1991, 1999)
เหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัย (1996, 2004)
รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลก (FIFA) 2 ครั้ง (2001, 2002)

นอกเหนือจากความสำเร็จในสนาม เธอยังได้รับความเคารพในฐานะทูตของกีฬาฟุตบอล โดยได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านมนุษยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันในปี 2006 และได้รับการบรรจุชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศ (Hall of Fame) ในหลายสถาบัน ทั้งระดับรัฐและระดับชาติ

Hamm signing an autograph, 2006

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • แชมป์ NCAA: คว้าแชมป์ระดับมหาวิทยาลัย 4 สมัย (1989, 1990, 1992, 1993)
  • ผู้ทำประตูสูงสุด: เป็นหนึ่งในนักเตะหญิงไม่กี่คนที่ทำประตูในนามทีมชาติได้มากกว่า 100 ประตู
  • รางวัล ESPY: ได้รับรางวัลนักกีฬาหญิงยอดเยี่ยมปี 1998 และ 2000
  • FIFA 100: ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 100 คนของโลกในปี 2004
  • อิทธิพลต่อสังคม: ได้รับการยกย่องจาก ESPN ให้เป็นนักกีฬาหญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปี 2012
Hamm (second from left), with members of the United States delegation at the 2015 FIFA Women's World Cup Final in Vancouver, Canada
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Mia Hamm เล่นตำแหน่งอะไรในทีมชาติสหรัฐฯ?

เธอเล่นในตำแหน่งกองหน้า (Forward) และกองกลาง (Midfielder) โดยมีความโดดเด่นในการทำประตูและการสร้างสรรค์เกม

ความสำเร็จสูงสุดของ Mia Hamm คืออะไร?

ความสำเร็จสูงสุดคือการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกหญิง 2 สมัย และเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัย รวมถึงการเป็นนักฟุตบอลหญิงยอดเยี่ยมของโลกจาก FIFA 2 ปีซ้อน

เธอทำประตูให้ทีมชาติสหรัฐฯ ไปทั้งหมดกี่ประตู?

ตลอดอาชีพการค้าแข้งในนามทีมชาติระหว่างปี 1987–2004 เธอทำประตูได้ทั้งหมด 158 ประตู จากการลงสนาม 276 นัด

Mia Hamm เลิกเล่นฟุตบอลเมื่อไหร่?

เธอประกาศอำลาสนามอย่างเป็นทางการหลังจากจบการแข่งขันโอลิมปิกปี 2004

เธอเคยได้รับรางวัลส่วนตัวที่สำคัญอะไรบ้าง?

เธอได้รับรางวัล FIFA Women's World Player of the Year (2001, 2002), รางวัล ESPY และได้รับการบรรจุเข้าสู่ National Soccer Hall of Fame ในปี 2007