Mike Figgis ศิลปินผู้ทลายกำแพงระหว่างดนตรีและภาพยนตร์
ในโลกของศิลปะร่วมสมัย น้อยคนนักที่จะสามารถผสานศาสตร์แห่งเสียงและภาพได้อย่างกลมกลืนเท่ากับ Mike Figgis (ไมค์ ฟิกกิส) เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้กำกับภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ แต่ยังเป็นนักดนตรีและนักประพันธ์เพลงผู้มีความคิดสร้างสรรค์ที่มักจะท้าทายขนบเดิมๆ ของอุตสาหกรรมฮอลลีวูดอยู่เสมอ

เส้นทางชีวิตจากนักดนตรีสู่ผู้กำกับระดับโลก
ไมค์ ฟิกกิส เกิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1948 ณ เมืองคาร์ไลล์ ประเทศอังกฤษ เขาใช้ชีวิตช่วงวัยเด็กบางส่วนในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ก่อนจะย้ายกลับมาเติบโตที่นิวคาสเซิล อะพอน ไทน์ ความหลงใหลในเสียงเพลงนำพาเขาเข้าสู่การศึกษาด้านดนตรีที่ Trent Park College ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน แม้เขาจะยอมรับว่าในช่วงแรกเขาแอบเข้าเรียนโดยที่ยังอ่านโน้ตดนตรีไม่เป็น แต่ในเวลาต่อมาเขาก็สามารถเชี่ยวชาญทั้งด้านการประพันธ์เพลง (Composition) การประสานเสียง (Harmony) และการสอดประสานทำนอง (Counterpoint)
ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกภาพยนตร์ ฟิกกิสเริ่มต้นอาชีพในฐานะ Multi-instrumentalist หรือนักดนตรีที่เล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลายชนิด เช่น ทรัมเป็ต กีตาร์ คีย์บอร์ด และซินธิไซเซอร์ เขาเคยร่วมงานกับวงแจ๊สอิสระอย่าง People Band และเป็นมือคีย์บอร์ดให้กับ The Gas Board ซึ่งเป็นวงแรกของ Bryan Ferry นอกจากนี้เขายังเป็นสมาชิกหลักของ People Show กลุ่มละครทดลองในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้ลองกำกับงานมัลติมีเดียบนเวที
ผลงานภาพยนตร์และการสร้างชื่อในระดับสากล
ฟิกกิสเปิดตัวภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกในปี 1988 ด้วย Stormy Monday ซึ่งเป็นแนว Neo-noir (ภาพยนตร์สืบสวนที่มีบรรยากาศหม่นหมอง) และเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะผู้กำกับที่สามารถดึงศักยภาพของนักแสดงชื่อดังออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ผลงานที่สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญคือ Internal Affairs (1990) ที่ช่วยฟื้นคืนชื่อเสียงให้กับ Richard Gere
จุดสูงสุดในอาชีพการกำกับของเขาเกิดขึ้นจากภาพยนตร์เรื่อง Leaving Las Vegas (1995) ซึ่งสะท้อนถึงความผิดหวังที่เขามีต่อระบบสตูดิโอในฮอลลีวูด ผลงานชิ้นนี้ส่งให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ (Academy Award) ทั้งในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม
นวัตกรรมและการทดลองทางภาพยนตร์
นอกเหนือจากภาพยนตร์กระแสหลัก ฟิกกิสยังหลงใหลในเทคโนโลยีดิจิทัล เขาได้สร้างสรรค์ Timecode (2000) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ทดลองที่ใช้การถ่ายทำด้วยกล้อง 4 ตัวพร้อมกันในเทคเดียว และนำเสนอภาพแบบแบ่งหน้าจอเป็น 4 ส่วน (Quad-screen) โดยไม่มีการตัดต่อ ซึ่งเป็นการท้าทายการรับรู้เรื่องเวลาของผู้ชม
ความช่างสังเกตและต้องการแก้ปัญหาในการถ่ายทำ นำไปสู่การประดิษฐ์ Fig Rig ซึ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยให้กล้องวิดีโอขนาดเล็กมีความนิ่งและเสถียรมากขึ้น โดยใช้ระบบคล้ายพวงมาลัยรถยนต์ ซึ่งต่อมาได้ถูกนำไปผลิตและจำหน่ายโดย Manfrotto Group
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความสำเร็จสูงสุด: ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากเรื่อง Leaving Las Vegas
- ความสามารถหลากหลาย: เป็นทั้งผู้กำกับ, คนเขียนบท, นักประพันธ์เพลง และนักดนตรี
- นวัตกรรม: ผู้คิดค้น Fig Rig อุปกรณ์รักษาความนิ่งของกล้อง
- บทบาททางวิชาการ: เป็นศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์ที่ European Graduate School ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
- แนวคิดศิลปะ: สนับสนุนการใช้กล้องดิจิทัลขนาดเล็กเพื่อให้การทำหนังมีความใกล้เคียงกับการวาดภาพหรือการเขียนนวนิยาย
สรุปผลงานภาพยนตร์และสารคดีที่โดดเด่น
| ปีที่ฉาย | ชื่อผลงาน | บทบาทหลัก | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| 1988 | Stormy Monday | ผู้กำกับ / เขียนบท / ประพันธ์เพลง | ภาพยนตร์ยาวเรื่องแรก |
| 1990 | Internal Affairs | ผู้กำกับ / ประพันธ์เพลง | นำแสดงโดย Richard Gere |
| 1995 | Leaving Las Vegas | ผู้กำกับ / เขียนบท / ประพันธ์เพลง | เข้าชิงรางวัลออสการ์ 2 สาขา |
| 2000 | Timecode | ผู้กำกับ / เขียนบท / โปรดิวเซอร์ / ประพันธ์เพลง | ใช้เทคนิคแบ่งหน้าจอ 4 ส่วน |
| 2003 | Cold Creek Manor | ผู้กำกับ / โปรดิวเซอร์ / ประพันธ์เพลง | ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ |
| 2019 | Somebody Up There Likes Me | ผู้กำกับ | ภาพยนตร์สารคดี |
คำถามที่พบบ่อย
Mike Figgis มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดจากผลงานเรื่องใด?
ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุดคือ Leaving Las Vegas ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ทั้งในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม
Fig Rig คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร?
Fig Rig คืออุปกรณ์ช่วยรักษาความนิ่งของกล้อง (Stabilisation rig) สำหรับกล้องวิดีโอขนาดเล็กที่ไมค์ ฟิกกิส ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อให้การเคลื่อนไหวของภาพราบรื่นขึ้น ซึ่งต่อมาได้รับการผลิตโดย Manfrotto Group
สไตล์การกำกับภาพยนตร์ของ Mike Figgis เป็นอย่างไร?
เขามีสไตล์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ภาพยนตร์แนว Neo-noir ไปจนถึงภาพยนตร์ทดลอง โดยมักจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เช่น การแบ่งหน้าจอในเรื่อง Timecode และมักจะประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ด้วยตนเอง
นอกจากงานกำกับภาพยนตร์แล้ว เขายังทำอาชีพอะไรอีกบ้าง?
เขาเป็นนักดนตรีผู้เชี่ยวชาญหลายเครื่องดนตรี นักประพันธ์เพลง และเป็นศาสตราจารย์สอนด้านภาพยนตร์ที่ European Graduate School ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ความสัมพันธ์ของเขากับอุตสาหกรรมฮอลลีวูดเป็นอย่างไร?
เขามีความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียด (Love-hate relationship) โดยมักจะวิพากษ์วิจารณ์ระบบการทำงานของฮอลลีวูดว่าน่าเบื่อและขาดความคิดสร้างสรรค์ แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่ายังไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าในเชิงธุรกิจ