ไมค์ ฟลานาแกน เส้นทางชีวิตจากกองหน้าจอมถล่มประตูสู่บทบาทผู้จัดการทีม
ในโลกของฟุตบอลอังกฤษยุค 70 และ 80 ชื่อของ ไมค์ ฟลานาแกน (Mike Flanagan) คือหนึ่งในกองหน้าที่น่าจับตามอง ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดันและการทำประตูที่เฉียบคม ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่มีประสบการณ์โชกโชนทั้งในลีกบ้านเกิดและในต่างแดน
จุดเริ่มต้นและการแจ้งเกิดกับ Charlton Athletic
ฟลานาแกนเริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสร Charlton Athletic ในฤดูกาล 1971–72 โดยในช่วงแรกเขาได้สร้างคู่หูแนวรุกที่ทรงพลังร่วมกับ เดเร็ค เฮลส์ (Derek Hales) แม้ว่าทั้งคู่จะมีเคมีที่เข้ากันได้ดีในสนาม แต่ครั้งหนึ่งพวกเขากลับสร้างเรื่องฮือฮาด้วยการถูกไล่ออกจากสนามในเกมเอฟเอคัพ (FA Cup) เนื่องจากเกิดการทะเลาะวิวาทกันเอง
ความสำเร็จระดับโลกในสหรัฐอเมริกา
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนปี 1978 เมื่อฟลานาแกนตัดสินใจเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อเข้าร่วมทีม New England Tea Men ในลีก NASL (North American Soccer League) ซึ่งเป็นลีกอาชีพของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างเหนือชั้นด้วยการยิงถึง 30 ประตูจากการลงสนามเพียง 28 นัด
ผลงานอันโดดเด่นนี้ส่งให้เขาคว้ารางวัล MVP (Most Valuable Player) หรือผู้เล่นทรงคุณค่าประจำฤดูกาล 1978 ซึ่งเป็นการเอาชนะผู้เล่นระดับตำนานอย่าง ฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ (Franz Beckenbauer) ได้อย่างน่าทึ่ง
การกลับสู่พรีเมียร์ลีกอังกฤษและเกียรติยศกับ QPR
หลังจากประสบความสำเร็จในอเมริกา เขาได้ย้ายกลับมายังอังกฤษกับ Crystal Palace ในปี 1979 ด้วยค่าตัว 650,000 ปอนด์ ก่อนจะย้ายไปร่วมทีม Queens Park Rangers (QPR) ในเดือนธันวาคม 1980 ซึ่งที่นี่เขาได้สร้างชื่อเสียงด้วยการผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ ปี 1982
นอกจากระดับสโมสร ฟลานาแกนยังได้รับโอกาสรับใช้ชาติในนามทีม England 'B' (ทีมชาติอังกฤษชุดสำรอง) โดยลงเล่นไปทั้งหมด 3 นัดและทำได้ 1 ประตู ก่อนที่เขาจะย้ายกลับไปร่วมทีมเก่าอย่าง Charlton Athletic อีกครั้งในปี 1984 ด้วยค่าตัว 50,000 ปอนด์ และปิดท้ายอาชีพนักเตะกับ Cambridge United
บทบาทผู้จัดการทีมและการถ่ายทอดประสบการณ์
หลังแขวนสตั๊ด ฟลานาแกนได้ผันตัวมาทำงานด้านการบริหารทีม โดยเริ่มคุมทีม Gillingham ระหว่างปี 1993–1995 และเคยคุมทีม Waterford United รวมถึงรับหน้าที่ผู้ช่วยผู้จัดการทีมที่ Margate นอกจากนี้เขายังเคยเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวที่ Maldon & Tiptree และคุมทีม Brentwood Town ในช่วงปี 2015–2016 ซึ่งเป็นสโมสรที่ อดัม ลูกชายของเขาเคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีมมาก่อน
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ชื่อเต็ม: ไมเคิล ฟลานาแกน (Michael Flanagan) เกิดวันที่ 9 พฤศจิกายน 1952
- ตำแหน่ง: กองหน้า (Forward)
- สถิติรวม: ลงเล่น 518 นัด ทำได้ 170 ประตูในระดับสโมสร
- ความสำเร็จสูงสุด: รางวัล MVP ของ NASL ปี 1978 และรองแชมป์เอฟเอคัพกับ QPR ปี 1982
- ประสบการณ์ทีมชาติ: เคยติดทีมชาติอังกฤษชุดเยาวชนและทีมชาติอังกฤษชุด B
| ปีที่เล่น | สโมสร | จำนวนนัด (ประตู) |
|---|---|---|
| 1971–1979 | Charlton Athletic | 254 (85) |
| 1978 (ยืมตัว) | New England Tea Men | 28 (30) |
| 1979–1980 | Crystal Palace | 56 (8) |
| 1980–1983 | Queens Park Rangers | 78 (20) |
| 1983–1986 | Charlton Athletic | 93 (24) |
| 1986–1987 | Cambridge United | 9 (3) |
คำถามที่พบบ่อย
ไมค์ ฟลานาแกน มีความโดดเด่นที่สุดในช่วงเวลาใด?
ช่วงที่โดดเด่นที่สุดคือปี 1978 ขณะเล่นให้กับ New England Tea Men ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาสามารถทำประตูได้อย่างถล่มทลายและคว้ารางวัล MVP ประจำฤดูกาลมาครองได้
เขาเคยประสบความสำเร็จในรายการใหญ่รายการใดในอังกฤษ?
เขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของทีม Queens Park Rangers ที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศรายการเอฟเอคัพ (FA Cup) ในฤดูกาล 1981–82
ฟลานาแกนเคยเล่นให้ทีมชาติอังกฤษหรือไม่?
เขาเคยติดทีมชาติอังกฤษในระดับเยาวชน และทีมชาติอังกฤษชุด B (England 'B') โดยลงสนามให้ชุด B ไปทั้งหมด 3 นัด
หลังเลิกเล่นฟุตบอล เขาทำอาชีพอะไร?
เขาผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีมและผู้ช่วยผู้จัดการทีมให้กับหลายสโมสร เช่น Gillingham, Waterford United, Maldon & Tiptree และ Brentwood Town