Mike Schroepfer จากผู้นำเทคโนโลยี Meta สู่ภารกิจกู้โลกจากวิกฤตภูมิอากาศ
ในโลกของเทคโนโลยีระดับโลก ชื่อของ Mike Schroepfer เป็นที่รู้จักในฐานะอดีตผู้บริหารระดับสูงผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมให้กับ Meta Platforms (หรือ Facebook เดิม) แต่ในปัจจุบัน เขากำลังใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและทรัพยากรที่มี เพื่อเปลี่ยนทิศทางชีวิตไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ นั่นคือ วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis)

เส้นทางอาชีพและการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ Meta
Mike Schroepfer เริ่มต้นเส้นทางสายเทคโนโลยีด้วยพื้นฐานการศึกษาที่แข็งแกร่งจาก Stanford University โดยคว้าทั้งปริญญาตรีและปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ก่อนจะสั่งสมประสบการณ์ในบริษัทซอฟต์แวร์อย่าง Puffin Designs และร่วมก่อตั้ง Reactivity, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านซอฟต์แวร์
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาได้ก่อตั้ง CenterRun ในปี 2000 ซึ่งต่อมาถูกซื้อกิจการโดย Sun Microsystems ส่งผลให้เขาได้รับตำแหน่ง CTO ของแผนก N1 ที่ดูแลด้านการจัดการดาต้าเซ็นเตอร์อัตโนมัติ นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายวิศวกรรมที่ Mozilla Corporation โดยเป็นหัวหอกสำคัญในการพัฒนาเว็บเบราว์เซอร์ยอดนิยมอย่าง Firefox
ในปี 2008 Schroepfer ได้เข้าร่วมงานกับ Facebook ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรม และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง Chief Technology Officer (CTO) หรือประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ในเดือนมีนาคม 2013 ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งนี้ยาวนานเกือบ 10 ปี โดยมีบทบาทสำคัญในการนำ Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ มาใช้จัดการกับปัญหาเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมและข้อมูลเท็จบนแพลตฟอร์ม รวมถึงการพัฒนาระบบจดจำใบหน้าและการกำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณาให้แม่นยำยิ่งขึ้น
การเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทนักลงทุนและนักการกุศลเพื่อสิ่งแวดล้อม
หลังจากทุ่มเทให้กับ Meta มาอย่างยาวนาน Schroepfer ได้ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่ง CTO ในปี 2022 เพื่อเปลี่ยนบทบาทเป็น Senior Fellow ของ Meta ซึ่งช่วยให้เขามีเวลาหันไปมุ่งเน้นการลงทุนและการกุศลเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อนอย่างเต็มตัว
เขาได้ก่อตั้ง Gigascale Capital บริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital) ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนสตาร์ทอัพในระยะเริ่มต้นที่สร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อมั่นว่าพลังของเทคโนโลยีและจิตวิญญาณผู้ประกอบการสามารถสร้างทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนกว่าการพึ่งพาอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงในปัจจุบัน
นอกจากนี้ เขายังร่วมกับภรรยา (Erin Hoffman) ก่อตั้ง Additional Ventures องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ใช้การวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลก ทั้งในด้านการวิจัยทางชีวการแพทย์ ประชาธิปไตย และการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งต่อมาได้แยกตัวออกมาเป็น Carbon to Sea Initiative องค์กรที่มุ่งเน้นการวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของมหาสมุทร โดยระดมทุนได้มากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การศึกษา: ปริญญาตรีและโทด้าน Computer Science จาก Stanford University
- บทบาทที่ Meta: ดำรงตำแหน่ง CTO ระหว่างปี 2013–2022
- ผลงานเด่น: นำ AI มาใช้ในการคัดกรองเนื้อหา (Content Moderation) และพัฒนา Firefox ในช่วงที่อยู่ Mozilla
- ภารกิจปัจจุบัน: ลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดผ่าน Gigascale Capital และขับเคลื่อนการลดคาร์บอนผ่าน Carbon to Sea Initiative
| ช่วงปี | องค์กร/โครงการ | บทบาทสำคัญ |
|---|---|---|
| 2000 - 2003 | CenterRun | ผู้ก่อตั้งและสถาปนิกหลัก |
| 2005 - 2008 | Mozilla Corporation | รองประธานฝ่ายวิศวกรรม (พัฒนา Firefox) |
| 2013 - 2022 | Meta Platforms | Chief Technology Officer (CTO) |
| 2023 - ปัจจุบัน | Gigascale Capital | ผู้ก่อตั้งบริษัทลงทุนด้านภูมิอากาศ |
| 2023 - ปัจจุบัน | Carbon to Sea Initiative | ประธานคณะกรรมการ (Board Chair) |
คำถามที่พบบ่อย
Mike Schroepfer มีบทบาทอย่างไรในช่วงที่อยู่ Facebook?
เขาดำรงตำแหน่ง CTO โดยเน้นการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการบริหารจัดการแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการสร้างอัลกอริทึมเพื่อตรวจจับและลบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น ภาพนู้ด รวมถึงการพัฒนาการจดจำใบหน้าและการยิงโฆษณา
Gigascale Capital คืออะไร?
เป็นบริษัทร่วมลงทุนที่ Mike Schroepfer ก่อตั้งขึ้นเพื่อลงทุนในบริษัทระยะเริ่มต้นที่พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตภูมิอากาศ โดยมุ่งหวังให้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาแทนที่อุตสาหกรรมแบบเดิมที่ปล่อยคาร์บอนสูง
Carbon to Sea Initiative ทำหน้าที่อะไร?
เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นการวิจัยเรื่อง Ocean Alkalinity Enhancement หรือการเพิ่มความเป็นด่างของมหาสมุทร เพื่อเร่งความสามารถของน้ำทะเลในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ
ทำไมเขาถึงลาออกจากตำแหน่ง CTO ของ Meta?
เขาต้องการเปลี่ยนจุดโฟกัสของชีวิตจากการบริหารเทคโนโลยีในบริษัทโซเชียลมีเดีย ไปสู่การทำงานด้านการกุศลและการลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง