← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Mohamed al-Menfi ผู้นำสภาประธานาธิบดีลิเบียกับการนำพาประเทศผ่านวิกฤตการเมือง

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Mohamed al-Menfi ผู้นำสภาประธานาธิบดีลิเบียกับการนำพาประเทศผ่านวิกฤตการเมือง

Mohamed al-Menfi ผู้นำสภาประธานาธิบดีลิเบียกับการนำพาประเทศผ่านวิกฤตการเมือง ในท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองของประเทศลิเบีย Mohamed al-Menfi (โมฮาเหม็ด อัล-เมนฟี) ก้าวขึ้…

Mohamed al-Menfiสภาประธานาธิบดีลิเบียการเมืองลิเบียธนาคารกลางลิเบีย

Mohamed al-Menfi ผู้นำสภาประธานาธิบดีลิเบียกับการนำพาประเทศผ่านวิกฤตการเมือง

ในท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองของประเทศลิเบีย Mohamed al-Menfi (โมฮาเหม็ด อัล-เมนฟี) ก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลสำคัญในฐานะประธานสภาประธานาธิบดี (Presidential Council) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารสูงสุดที่พยายามรวบรวมอำนาจการปกครองให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปและการสร้างเสถียรภาพในระยะยาว

Content image

เส้นทางสู่ตำแหน่งผู้นำระดับประเทศ

Mohamed al-Menfi เริ่มต้นเส้นทางอาชีพในสายงาน นักการทูต (Diplomat) โดยเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตลิเบียประจำประเทศกรีซในช่วงปี 2018 ถึง 2019 อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาดังกล่าวเต็มไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล GNA (Government of National Accord) ของลิเบียและรัฐบาลกรีซ ในประเด็นข้อตกลงเขตแดนทางทะเลระหว่างลิเบียและตุรกี ซึ่งส่งผลให้เขาถูกขับออกจากกรุงเอเธนส์ในเดือนธันวาคม 2019

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2021 เมื่อเขาได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาประธานาธิบดีผ่านเวที Libyan Political Dialogue Forum (เวทีเสวนาทางการเมืองลิเบีย) โดยเขาลงสมัครในบัญชีรายชื่อร่วมกับ Abdul Hamid Dbeibeh (นายกรัฐมนตรี) รวมถึง Musa Al-Koni และ Abdullah al-Lafi ซึ่งได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน 39 เสียง เอาชนะคู่แข่งอย่าง Aguila Saleh Issa และ Fathi Bashagha ไปได้

การจัดการวิกฤตธนาคารกลางและการทูตเศรษฐกิจ

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองมากที่สุดคือการปลด Sadiq Al-Kabir ผู้ว่าการธนาคารกลางลิเบียคนเดิมในเดือนสิงหาคม 2024 โดย Al-Menfi ให้เหตุผลว่าการปลดครั้งนี้จำเป็นเนื่องจากการบริหารจัดการการเงินที่ขาดความโปร่งใสและไม่มีการตรวจสอบ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากความแตกแยกทางการเมืองระหว่างฝั่งตะวันออกและตะวันตกของประเทศ

เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายจนกลายเป็นสงครามในกรุงตริโปลี Al-Menfi ได้บรรลุข้อตกลงทวิภาคีกับรัฐบาล Tobruk ของนายพล Haftar เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2024 โดยมีการแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารกลางและคณะกรรมการการเงินชั่วคราว ซึ่งข้อตกลงนี้ได้รับการสนับสนุนจากภารกิจของสหประชาชาติ (UN) ในลิเบีย

นอกจากนี้ Al-Menfi ยังมุ่งเน้นการลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียว โดยได้ใช้โอกาสในการเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ปี 2024 ที่นิวยอร์ก เพื่อลงนามข้อตกลงกับหอการค้าอเมริกันในลิเบีย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเปิดโอกาสให้บริษัทจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาลงทุนในตลาดลิเบียมากขึ้น

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • วันเกิด: 3 มีนาคม 1976 (ปัจจุบันอายุ 50 ปี) เกิดที่เมือง Tobruk ประเทศลิเบีย
  • การศึกษา: สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Tobruk
  • ตำแหน่งปัจจุบัน: ประธานสภาประธานาธิบดีลิเบีย (ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 15 มีนาคม 2021)
  • ผลงานเด่น: การเจรจายุติวิกฤตธนาคารกลางลิเบีย และการดึงดูดการลงทุนจากสหรัฐฯ
สรุปข้อมูลประวัติและตำแหน่งของ Mohamed al-Menfi
หัวข้อ รายละเอียด
ชื่อเต็ม Mohamed Younis Ahmed Al-Menfi
ตำแหน่งทางการเมือง ประธานสภาประธานาธิบดีลิเบีย (คนที่ 2)
ประสบการณ์การทูต อดีตเอกอัครราชทูตลิเบียประจำประเทศกรีซ
คู่สมรส Amira al-Hassi (หย่า 2004), Sara al-Menfi (สมรส 2005)
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Mohamed al-Menfi ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสภาประธานาธิบดีได้อย่างไร?

เขาได้รับเลือกผ่านกระบวนการของ Libyan Political Dialogue Forum ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 โดยได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนในบัญชีรายชื่อร่วมกับนายกรัฐมนตรีและสมาชิกสภาคนอื่นๆ เพื่อสร้างอำนาจบริหารที่เป็นเอกภาพ

ทำไมเขาถึงถูกขับออกจากประเทศกรีซในขณะที่เป็นทูต?

สาเหตุเกิดจากความขัดแย้งเรื่องข้อตกลงเขตแดนทางทะเลระหว่างลิเบียและตุรกี ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้กับรัฐบาลกรีซอย่างมาก จนนำไปสู่การขับเขาออกจากประเทศในเดือนธันวาคม 2019

วิกฤตธนาคารกลางลิเบียในปี 2024 คืออะไร?

คือเหตุการณ์ที่ Al-Menfi สั่งปลดผู้ว่าการธนาคารกลางคนเดิมเนื่องจากปัญหาการบริหารงานที่ขาดความรับผิดชอบ ซึ่งนำไปสู่การเจรจาระหว่างรัฐบาลตริโปลีและรัฐบาล Tobruk เพื่อแต่งตั้งผู้บริหารชั่วคราวและป้องกันสงครามกลางเมือง

วิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของ Al-Menfi เป็นอย่างไร?

เขามุ่งหวังที่จะทำให้เศรษฐกิจของลิเบียมีความหลากหลายมากขึ้น โดยลดการพึ่งพาน้ำมัน และส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทจากสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน