Naomi Gleit ผู้บริหารหญิงผู้ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์และคุณค่าทางสังคมของ Meta
ในโลกของเทคโนโลยีระดับโลก ชื่อของ Naomi Gleit เป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ Meta (หรือ Facebook เดิม) เติบโตจนกลายเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อผู้คนทั่วโลก ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่ง Head of Product (หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์) และได้รับการยอมรับว่าเป็นพนักงานที่ทำงานกับบริษัทมาอย่างยาวนานที่สุดเป็นอันดับสอง รองจาก Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งและซีอีโอเท่านั้น
เส้นทางชีวิตและการหล่อหลอมตัวตน
Naomi เติบโตในนครนิวยอร์ก ท่ามกลางการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยมีคุณแม่เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย และคุณพ่อเป็นชาวเยิว ซึ่งทำอาชีพทนายความด้านการตรวจคนเข้าเมือง เธอเล่าว่าการเติบโตมาในครอบครัวที่มีความหลากหลายทำให้เธอมีมุมมองต่อตัวตนที่ชัดเจน โดยเธอมองว่าตนเองไม่ใช่เพียง "ครึ่งหนึ่ง" ของแต่ละเชื้อชาติ แต่เป็นตัวแทนที่สมบูรณ์ของทั้งสองวัฒนธรรมอย่างเต็มภาคภูมิ
ในด้านการศึกษา Naomi สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก Stanford University ในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม (Science, Technology, and Society) ซึ่งจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจคือ วิทยานิพนธ์จบการศึกษาของเธอเป็นการวิเคราะห์เกี่ยวกับ Facebook และกลยุทธ์ที่ทำให้แพลตฟอร์มนี้สามารถเอาชนะคู่แข่งอย่าง Club Nexus ในรั้วมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้สำเร็จ

จากพนักงานยุคบุกเบิกสู่ผู้บริหารระดับสูง
ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของ Facebook จากการทำวิทยานิพนธ์ Naomi จึงตัดสินใจสมัครงานที่นี่และเริ่มงานเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2005 ซึ่งตรงกับวันเกิดของเธอพอดี โดยเริ่มจากการเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและดูแลงานบริหารจัดการในช่วงที่บริษัทมีผู้ใช้งานเพียง 1 ล้านคน เธอมีบทบาทสำคัญในการขยายฐานผู้ใช้จากระดับมหาวิทยาลัยไปสู่ระดับมัธยมปลาย จนนำไปสู่การเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าใช้งานได้ในที่สุด
ต่อมาในปี 2007 เธอได้รับความไว้วางใจจาก Mark Zuckerberg ให้ก้าวขึ้นมาเป็น Product Manager (ผู้จัดการผลิตภัณฑ์) ในทีม Growth ซึ่งดูแลโดย Chamath Palihapitiya โดยเป้าหมายหลักของเธอในขณะนั้นคือการผลักดันให้ผู้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงและใช้งานแพลตฟอร์มนี้ได้อย่างทั่วถึง
การสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมผ่านเทคโนโลยี
นอกจากการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ Naomi ยังให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เธอเป็นหนึ่งในทีมผู้สร้าง Facebook Safety Check (ฟีเจอร์แจ้งสถานะความปลอดภัย) ในปี 2014 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในโทโฮกุ ปี 2011 เพื่อให้ผู้ใช้สามารถแจ้งให้ครอบครัวและเพื่อนทราบว่าตนเองปลอดภัยในช่วงเกิดภัยพิบัติ
ในปี 2015 เธอได้รับตำแหน่ง Vice President of Social Good (รองประธานฝ่ายสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคม) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเครื่องมือเพื่อการกุศล เช่น ระบบ Fundraisers ที่เปิดโอกาสให้องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและบุคคลทั่วไปสามารถระดมทุนเพื่อช่วยเหลือสังคมได้โดยตรง รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Gucci และ Global Citizen ในโครงการ Chimehack
ด้วยผลงานที่โดดเด่นและการอุทิศตนเพื่อสังคม ทำให้ในปี 2024 เธอได้รับการยกย่องจาก Gold House ให้เป็นหนึ่งในชาวเอเชียที่มีอิทธิพลและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมมากที่สุด
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ตำแหน่งปัจจุบัน: Head of Product ที่ Meta Platforms
- ความโดดเด่น: พนักงานที่ทำงานนานที่สุดเป็นอันดับ 2 ของบริษัท (เริ่มงานปี 2005)
- การศึกษา: ปริญญาตรีจาก Stanford University
- ผลงานหลัก: ขยายฐานผู้ใช้ Facebook, พัฒนา Facebook Safety Check และระบบระดมทุนเพื่อการกุศล
- บทบาทอื่น: กรรมการบริหารของ The Primary School ใน East Palo Alto
| ปีที่เริ่ม/ช่วงเวลา | บทบาท/ตำแหน่ง | ผลงานสำคัญ |
|---|---|---|
| 2005 | Marketing Associate | ขยายผู้ใช้งานจากมหาวิทยาลัยสู่ระดับมัธยมและบุคคลทั่วไป |
| 2007 | Product Manager (Growth Team) | ขับเคลื่อนการเติบโตของผู้ใช้งานทั่วโลก |
| 2014 - 2015 | ผู้ร่วมพัฒนา Safety Check | สร้างเครื่องมือแจ้งความปลอดภัยในเหตุการณ์ภัยพิบัติ |
| 2015 - 2021 | VP of Social Good | ริเริ่มระบบระดมทุน (Fundraisers) และโครงการเพื่อสังคม |
| ปัจจุบัน | Head of Product | ดูแลภาพรวมผลิตภัณฑ์ของ Meta |
คำถามที่พบบ่อย
Naomi Gleit มีความสำคัญอย่างไรต่อ Meta?
เธอเป็นผู้บริหารระดับสูงที่อยู่กับบริษัทมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น โดยมีบทบาทสำคัญทั้งในการวางกลยุทธ์ขยายฐานผู้ใช้งาน (Growth) และการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อประโยชน์ทางสังคม (Social Good)
Facebook Safety Check คืออะไรและใครเป็นผู้ผลักดัน?
คือฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้แจ้งสถานะความปลอดภัยของตนเองเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ ซึ่ง Naomi Gleit เป็นหนึ่งในทีมงานหลักที่พัฒนาขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่นปี 2011
Naomi Gleit จบการศึกษาจากที่ไหนและเรียนด้านใด?
เธอสำเร็จการศึกษาจาก Stanford University ในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม (Science, Technology, and Society)
บทบาทของเธอในด้าน Social Good มีอะไรบ้าง?
เธอได้สร้างทีมงานที่ดูแลด้านประโยชน์ต่อสังคมโดยเฉพาะ พัฒนาเครื่องมือระดมทุนสำหรับองค์กรการกุศลและบุคคลทั่วไป รวมถึงสร้างความร่วมมือกับองค์กรระดับโลกเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก
ทำไมเธอถึงถูกเรียกว่าเป็นพนักงานที่ทำงานนานที่สุดเป็นอันดับสอง?
เพราะเธอเริ่มงานกับ Facebook ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2005 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของบริษัท ทำให้เธอเป็นพนักงานที่ปฏิบัติงานต่อเนื่องยาวนานที่สุดรองจาก Mark Zuckerberg เท่านั้น