Nick D'Virgilio ศิลปินผู้ขับเคลื่อนจังหวะและเสียงร้องในโลก Progressive Rock
หากพูดถึงนักดนตรีที่มีความสามารถรอบด้านในแนวเพลง Progressive Rock (ดนตรีร็อกที่มีโครงสร้างซับซ้อนและเน้นการทดลองทางดนตรี) ชื่อของ Nick D'Virgilio หรือที่รู้จักกันในชื่อ NDV ย่อมเป็นชื่อที่แฟนเพลงทั่วโลกนึกถึง เขาไม่เพียงแต่เป็นมือกลองระดับพระกาฬ แต่ยังเป็นนักร้องและนักดนตรีมัลติอินสตรูเมนทัลลิสต์ (Multi-instrumentalist) ที่ฝากผลงานไว้กับวงดนตรีระดับตำนานมากมาย

เส้นทางดนตรีกับ Spock's Beard และการก้าวสู่การเป็น frontman
NDV เริ่มต้นสร้างชื่อเสียงในฐานะมือกลองของวง Spock's Beard ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2002 เมื่อ Neal Morse ออกจากวง ทำให้ D'Virgilio ต้องก้าวขึ้นมารับหน้าที่ร้องนำและกลายเป็นหน้าตาของวงในการแสดงสด ซึ่งเขาได้นำพาพวงบันทึกอัลบั้มคุณภาพอีก 4 ชุด ได้แก่ Feel Euphoria, Octane, Spock's Beard และ X ก่อนจะตัดสินใจลาวงในปี 2011 เพื่อไปร่วมงานกับ Cirque du Soleil
อย่างไรก็ตาม ความผูกพันกับวงยังคงมีอยู่ โดยในปี 2016 เขาได้กลับมาร่วมแสดงคอนเสิร์ตอัลบั้ม Snow และกลับมาเป็นมือกลองบันทึกเสียงให้กับอัลบั้ม Noise Floor ในปี 2018 หลังจากที่ Jimmy Keegan ลาออกไป

การร่วมงานกับศิลปินระดับโลกและโปรเจกต์พิเศษ
หนึ่งในเกียรติประวัติสูงสุดของ NDV คือการได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในมือกลองที่เข้ามาแทนที่ Phil Collins ในวง Genesis สำหรับอัลบั้ม Calling All Stations ในปี 1997 นอกจากนี้เขายังมีบทบาทสำคัญในโปรเจกต์ของ Kevin Gilbert โดยได้ช่วยทำอัลบั้ม The Shaming of the True ให้เสร็จสมบูรณ์หลังจากที่ Gilbert เสียชีวิตลง ซึ่ง NDV รับหน้าที่ทั้งกลอง เบส กีตาร์ คีย์บอร์ด และร้องประสาน
นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมงานกับศิลปินและวงดนตรีชื่อดังอีกมากมาย เช่น Tears for Fears, Fates Warning และล่าสุดกับการเป็นมือกลองให้กับวง Mr. Big ในทัวร์อำลา "BIG Finish Tour" ในปี 2023 รวมถึงการทัวร์กับ Steve Hackett ในปี 2025
บทบาทปัจจุบันกับ Big Big Train และงานเดี่ยว
ปัจจุบัน Nick D'Virgilio เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของวง Big Big Train โดยเริ่มจากการเป็นแขกรับเชิญในอัลบั้ม The Difference Machine (2007) และขยับขึ้นเป็นสมาชิกเต็มตัวที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานในทุกอัลบั้มหลังจากนั้น รวมถึงการทัวร์คอนเสิร์ตตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา

ในด้านงานเดี่ยว เขาได้ปล่อยอัลบั้ม Karma ในปี 2001 และตามมาด้วย EP ชื่อ Pieces ในปี 2011 จนกระทั่งปี 2020 เขาได้ปล่อยอัลบั้ม Invisible ซึ่งบันทึกเสียงบางส่วนที่ Abbey Road Studios อันโด่งดัง โดยได้รับแรงบันดาลใจในช่วงที่เขาทำงานกับ Cirque du Soleil

ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความสามารถ: เชี่ยวชาญทั้งกลอง, ร้องนำ, กีตาร์ และคีย์บอร์ด
- ผลงานเด่น: เป็นสมาชิกหลักของ Spock's Beard และ Big Big Train
- ประสบการณ์พิเศษ: เคยร่วมงานกับวง Genesis ในอัลบั้ม Calling All Stations
- บทบาทอื่น: เป็นทูตด้านกลอง (Drum Ambassador) ให้กับ Sweetwater Sound
- ชีวิตส่วนตัว: พำนักอยู่ที่เมือง Fort Wayne รัฐอินดีแอนา พร้อมครอบครัว
| ช่วงเวลา/ปี | วงดนตรี/โปรเจกต์ | บทบาทหลัก |
|---|---|---|
| 1992–2011, 2017–2018 | Spock's Beard | มือกลอง / นักร้องนำ |
| 1997 | Genesis | มือกลอง (อัลบั้ม Calling All Stations) |
| 2007–ปัจจุบัน | Big Big Train | สมาชิกเต็มตัว / มือกลอง |
| 2023 | Mr. Big | มือกลอง (BIG Finish Tour) |
| 2025 | Steve Hackett Band | มือกลอง |
คำถามที่พบบ่อย
Nick D'Virgilio มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดจากวงอะไร?
เขาเป็นที่รู้จักมากที่สุดในฐานะสมาชิกและอดีตนักร้องนำของวง Progressive Rock ชื่อดังอย่าง Spock's Beard
เขาเคยร่วมงานกับวง Genesis จริงหรือไม่?
จริง โดยเขาได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในมือกลองที่มาทำหน้าที่แทน Phil Collins ในการบันทึกเสียงอัลบั้ม Calling All Stations ในปี 1997
นอกจากตีกลองแล้ว NDV ทำอะไรได้อีกบ้าง?
เขามีความสามารถรอบด้าน ทั้งการร้องเพลง (Lead Vocals), เล่นกีตาร์ และคีย์บอร์ด รวมถึงมีประสบการณ์ในด้านวิศวกรรมเสียงและการสอนดนตรี
ปัจจุบันเขายังทำเพลงแนวไหนอยู่?
เขายังคงมุ่งเน้นในแนว Progressive Rock, Hard Rock และ Progressive Metal ผ่านการทำงานกับวง Big Big Train และโปรเจกต์เดี่ยวของตนเอง
อัลบั้มเดี่ยวล่าสุดของเขาชื่อว่าอะไร?
อัลบั้มเดี่ยวล่าสุดของเขาคือ Invisible ซึ่งปล่อยออกมาในปี 2020