← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Oscar Robertson ตำนาน 'The Big O' ผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์บาสเกตบอล NBA

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Oscar Robertson ตำนาน 'The Big O' ผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์บาสเกตบอล NBA

Oscar Robertson ตำนาน The Big O ผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์บาสเกตบอล NBA หากจะกล่าวถึงผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์บาสเกตบอล Oscar Robertson หรือที่รู้จักกันในฉาย…

Oscar RobertsonThe Big ONBA LegendTriple-Double

Oscar Robertson ตำนาน 'The Big O' ผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์บาสเกตบอล NBA

หากจะกล่าวถึงผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์บาสเกตบอล Oscar Robertson หรือที่รู้จักกันในฉายา "The Big O" คือชื่อที่ต้องถูกจารึกไว้ในฐานะหนึ่งในพอยต์การ์ด (Point Guard - ผู้เล่นตำแหน่งคุมเกม) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล เขาไม่เพียงแต่โดดเด่นด้วยทักษะการทำแต้มและการจ่ายบอลที่แม่นยำ แต่ยังเป็นผู้บุกเบิกมาตรฐานใหม่ของเกมบาสเกตบอลสมัยใหม่

ความสำเร็จที่น่าทึ่งที่สุดของเขาคือการเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ NBA ที่สามารถทำ Triple-Double (การทำสถิติใน 3 หมวดหมู่ เช่น แต้ม รีบาวด์ และแอสซิสต์ ได้ถึง 10 ครั้งขึ้นไปในเกมเดียว) เฉลี่ยตลอดทั้งฤดูกาลในปี 1962 ซึ่งเป็นสถิติที่หาได้ยากยิ่งและมีผู้เล่นเพียงไม่กี่คนที่ทำตามได้ในเวลาต่อมา

Content image

เส้นทางชีวิตจากความยากลำบากสู่ความสำเร็จ

Robertson เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 1938 ในครอบครัวที่ยากจนที่เมืองชาร์ลอตต์ รัฐเทนเนสซี ก่อนจะย้ายไปเติบโตในย่านที่พักอาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในอินเดียนาโพลิส ซึ่งในยุคนั้นมีการแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง เขาฝึกฝนการชูตบาสเกตบอลด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ อย่างลูกเทนนิสและเศษผ้าพันยางรัดแกง โยนลงในตะกร้าใส่ลูกพีชหลังบ้าน

ในช่วงมัธยมที่ Crispus Attucks ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับนักเรียนผิวดำ เขาได้สร้างประวัติศาสตร์พาทีมคว้าแชมป์รัฐอินเดียนาในปี 1955 ซึ่งเป็นโรงเรียนผิวดำแห่งแรกของประเทศที่ทำได้ และในปีต่อมาเขายังพาทีมสร้างสถิติไร้พ่าย 45 นัดติดต่อกัน พร้อมคว้าตำแหน่ง Indiana Mr. Basketball ในปี 1956

Content image

ความโดดเด่นในระดับมหาวิทยาลัย

เมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยซินซินแนติ (University of Cincinnati) Robertson ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างเหนือชั้น โดยทำแต้มเฉลี่ยสูงถึง 33.8 คะแนนต่อเกม ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ระดับวิทยาลัย เขาคว้าตำแหน่งผู้เล่นทำแต้มสูงสุดของประเทศ 3 ปีซ้อน และได้รับเลือกเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี (College Player of the Year) ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในสนามกลับสวนทางกับสภาพสังคม เขาต้องเผชิญกับการเหยียดเชื้อชาติอย่างหนัก โดยเฉพาะการเดินทางไปแข่งขันในรัฐทางตอนใต้ที่ไม่อนุญาตให้นักกีฬาผิวดำเข้าพักในโรงแรม ทำให้เขาต้องนอนในหอพักนักศึกษาแทน ซึ่งเป็นบาดแผลทางใจที่เขาจดจำมาจนถึงปัจจุบัน

Content image

อาชีพนักบาสเกตบอลอาชีพ: ยุคสมัยของความยิ่งใหญ่

Robertson เริ่มต้นอาชีพใน NBA กับทีม Cincinnati Royals ในปี 1960 และสร้างแรงสั่นสะเทือนทันทีด้วยการคว้าตำแหน่ง Rookie of the Year (ผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยม) ในปีแรก เขาเป็นผู้เล่นที่ครบเครื่องทั้งการทำแต้ม รีบาวด์ และการส่งบอล จนได้รับรางวัล MVP ของลีกในปี 1964

ต่อมาในปี 1970 เขาถูกเทรดไปยังทีม Milwaukee Bucks ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำเขาไปสู่จุดสูงสุดของอาชีพ โดยการได้ร่วมงานกับ Lew Alcindor (หรือ Kareem Abdul-Jabbar ในเวลาต่อมา) ทำให้ Bucks กลายเป็นทีมที่ทรงพลังที่สุดในลีก และพาทีมคว้าแชมป์ NBA สมัยแรกในปี 1971 ได้สำเร็จ

Content image
สรุปสถิติและเกียรติประวัติสำคัญของ Oscar Robertson
หัวข้อ รายละเอียด / สถิติ
คะแนนรวมตลอดอาชีพ 26,710 แต้ม (เฉลี่ย 25.7 ppg)
แอสซิสต์รวมตลอดอาชีพ 9,887 ครั้ง (เฉลี่ย 9.5 apg)
รีบาวด์รวมตลอดอาชีพ 7,804 ครั้ง (เฉลี่ย 7.5 rpg)
รางวัล MVP NBA Most Valuable Player (1964)
แชมป์ NBA ปี 1971 (ร่วมกับ Milwaukee Bucks)
การติด All-Star 12 ครั้ง (1961–1972)

การต่อสู้เพื่อสิทธิผู้เล่นและมรดกที่ทิ้งไว้

นอกเหนือจากผลงานในสนาม Robertson ยังเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ NBA ผ่านคดีความทางกฎหมาย Robertson v. National Basketball Ass'n ในปี 1970 ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งประธานสมาคมผู้เล่น (NBPA) การฟ้องร้องเรื่องการผูกขาดนี้ส่งผลให้เกิดการปฏิรูปกฎการดราฟต์ตัวผู้เล่นและระบบ Free Agency (การย้ายทีมได้อย่างอิสระ) ซึ่งช่วยให้ผู้เล่นทุกคนได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้นและมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกทีมมากขึ้น

ในด้านเทคนิคการเล่น เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บุกเบิกตำแหน่ง "Big Guard" หรือการ์ดที่มีรูปร่างสูงใหญ่ (6 ฟุต 5 นิ้ว) ซึ่งเปิดทางให้ผู้เล่นรุ่นหลังอย่าง Magic Johnson นอกจากนี้เขายังถูกเชื่อว่าเป็นผู้คิดค้นท่า Head Fake (การหลอกด้วยศีรษะ) และ Fadeaway Jump Shot (การกระโดดชูตถอยหลัง) ซึ่งกลายเป็นท่าไม้ตายของ Michael Jordan ในเวลาต่อมา

Content image

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • เป็นผู้เล่นคนแรกที่ทำค่าเฉลี่ย Triple-Double ตลอดทั้งฤดูกาล (1961-62)
  • คว้าแชมป์ NBA ปี 1971 ร่วมกับทีม Milwaukee Bucks
  • ได้รับเลือกให้อยู่ในทีมฉลองครบรอบ 35, 50 และ 75 ปีของ NBA
  • เป็นผู้ผลักดันระบบ Free Agency ให้เกิดขึ้นใน NBA ผ่านการฟ้องร้องทางกฎหมาย
  • ได้รับการจารึกชื่อในหอเกียรติยศบาสเกตบอล (Hall of Fame) ถึง 3 แห่ง
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Oscar Robertson มีฉายาว่าอะไรและเพราะเหตุใด?

เขามีฉายาว่า "The Big O" ซึ่งมาจากชื่อต้นของเขา (Oscar) และสื่อถึงความยิ่งใหญ่ทั้งในด้านรูปร่างและฝีมือการเล่นที่ครอบคลุมทุกด้านของสนาม

ทำไมสถิติ Triple-Double ของเขาถึงสำคัญมาก?

เพราะในยุคนั้นการทำสถิติให้ถึง 10 ในสามหมวดหมู่ (แต้ม, รีบาวด์, แอสซิสต์) ในเกมเดียวนั้นยากมาก แต่การทำได้เฉลี่ยตลอดทั้งฤดูกาลเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งพิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้เล่นที่สมบูรณ์แบบที่สุดในยุคนั้น

เขามีส่วนช่วยผู้เล่น NBA รุ่นหลังอย่างไรนอกเหนือจากเรื่องกีฬา?

เขาเป็นผู้นำในการฟ้องร้อง NBA เพื่อยกเลิกกฎการผูกขาด ทำให้เกิดระบบการย้ายทีมอย่างอิสระ (Free Agency) ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ผู้เล่นในยุคปัจจุบันมีรายได้มหาศาลและมีอำนาจในการต่อรองสัญญามากขึ้น

ท่า Fadeaway Jump Shot เกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร?

Robertson ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้คิดค้นท่าชูตแบบถอยหลัง (Fadeaway) เพื่อสร้างระยะห่างจากตัวประกบ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเทคนิคมาตรฐานที่ผู้เล่นระดับโลกอย่าง Michael Jordan นำมาใช้จนโด่งดัง