Patrick Rafter ตำนานนักเทนนิสชาวออสเตรเลียผู้ครองบัลลังก์มือ 1 ของโลก
หากพูดถึงนักเทนนิสที่มีสไตล์การเล่นดุดันและเป็นที่รักของแฟนกีฬา Patrick Rafter คือหนึ่งในชื่อที่ถูกกล่าวถึงเสมอ เขาคือนักเทนนิสมืออาชีพชาวออสเตรเลียผู้สร้างประวัติศาสตร์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งมือ 1 ของโลกในประเภทชายเดี่ยวโดย ATP ในปี 1999 และยังประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเภทชายคู่ด้วยการขึ้นถึงอันดับ 6 ของโลก
จุดเด่นที่ทำให้ Rafter แตกต่างคือสไตล์การเล่นแบบ Serve-and-Volley (การเสิร์ฟแล้วรีบวิ่งเข้าหาตาข่ายเพื่อตีลูกวอลเลย์) ซึ่งเป็นเทคนิคที่เน้นความรวดเร็วและการปิดเกมที่เฉียบขาด ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่น่าเกรงขามที่สุดในยุคนั้น

เส้นทางสู่ความสำเร็จและจุดสูงสุดของอาชีพ
Rafter เริ่มต้นเส้นทางอาชีพในปี 1991 โดยในช่วงแรกเขาค่อยๆ พัฒนาฝีมือจนเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับสากลในปี 1993 เมื่อสามารถผ่านเข้าถึงรอบสามของ Wimbledon และสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเอาชนะ Pete Sampras ในรอบก่อนรองชนะเลิศที่อินเดียนาโพลิส
ปีทองและการคว้าแชมป์ US Open
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1997 เมื่อเขาคว้าแชมป์ US Open ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเทนนิสที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันคนแรกที่คว้าแชมป์รายการนี้ได้นับตั้งแต่ปี 1992 ความสำเร็จนี้ส่งให้เขาพุ่งขึ้นสู่อันดับ 2 ของโลกทันที แม้ในช่วงแรกจะถูกวิจารณ์ว่าเป็นเพียง "ผู้ชนะแกรนด์สแลมครั้งเดียว" แต่เขาก็พิสูจน์ตัวเองด้วยการป้องกันแชมป์ US Open ได้สำเร็จอีกครั้งในปี 1998
นอกจากนี้ ในปี 1998 Rafter ยังสร้างสถิติที่น่าทึ่งด้วยการคว้าแชมป์ Canada Masters, Cincinnati Masters และ US Open ในปีเดียวกัน ซึ่งเป็นความสำเร็จที่หาได้ยากยิ่งและมีเพียง Andy Roddick และ Rafael Nadal เท่านั้นที่ทำตามได้ในเวลาต่อมา
ความสำเร็จในประเภทชายคู่และสถิติระดับโลก
นอกเหนือจากประเภทเดี่ยว Rafter ยังมีความสามารถโดดเด่นในประเภทคู่ โดยเขาสามารถคว้าแชมป์ Australian Open ในปี 1999 ร่วมกับ Jonas Björkman ส่งผลให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักเทนนิสน้อยคนที่คว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ทั้งประเภทเดี่ยวและคู่
อีกหนึ่งเกียรติประวัติที่สำคัญคือการเป็นผู้ชายคนที่สามในยุค Open Era ที่สามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศของรายการแกรนด์สแลมได้ครบทุกรายการทั้งในประเภทเดี่ยวและคู่ ต่อจาก Rod Laver และ Stefan Edberg และเขายังคงเป็นคนสุดท้ายที่ทำสถิตินี้ได้จนถึงปัจจุบัน
ช่วงปลายอาชีพและการอำลาสนาม
ในช่วงปี 2000-2001 Rafter ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นระดับสูง โดยเข้าชิงชนะเลิศ Wimbledon สองปีติดต่อกัน แม้จะพ่ายแพ้ให้กับ Pete Sampras และ Goran Ivanišević ตามลำดับ แต่การแข่งขันระหว่างเขากับ Andre Agassi ในรอบรองชนะเลิศถูกยกย่องว่าเป็นแมตช์คลาสสิกเนื่องจากเป็นการปะทะกันระหว่างสไตล์การเล่นแบบ Baseline (การตีจากเส้นหลัง) และ Serve-and-Volley
หลังจากต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บที่ไหล่จนต้องเข้ารับการผ่าตัด และพักการแข่งขันในปี 2002 ในที่สุด Rafter ได้ประกาศรีไทร์ในปี 2003 เนื่องจากขาดแรงจูงใจในการแข่งขันระดับสูงสุด
| หัวข้อ | รายละเอียด/สถิติ |
|---|---|
| อันดับสูงสุด (เดี่ยว) | อันดับ 1 ของโลก (กรกฎาคม 1999) |
| อันดับสูงสุด (คู่) | อันดับ 6 ของโลก (กุมภาพันธ์ 1999) |
| แชมป์แกรนด์สแลมเดี่ยว | US Open (1997, 1998) |
| แชมป์แกรนด์สแลมคู่ | Australian Open (1999) |
| จำนวนแชมป์ ATP (เดี่ยว) | 11 รายการ |
| จำนวนแชมป์ ATP (คู่) | 10 รายการ |
| เงินรางวัลสะสม | 11,133,128 ดอลลาร์สหรัฐ |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- สถิติโลก: เคยครองตำแหน่งมือ 1 ของโลกเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ ATP
- คู่ปรับตลอดกาล: มีแมตช์ที่น่าจดจำกับ Andre Agassi ใน Wimbledon หลายครั้ง โดยเฉพาะการดวลกันในรอบรองชนะเลิศ
- เกียรติยศ: ได้รับการบรรจุเข้าสู่ International Tennis Hall of Fame ในปี 2006
- บทบาทหลังรีไทร์: เคยดำรงตำแหน่งกัปตันทีม Davis Cup ของออสเตรเลียระหว่างปี 2010 ถึง 2015
- การยอมรับ: ได้รับรางวัล Australian of the Year ในปี 2002 และรางวัล Jean Borotra Sportsmanship Award ในปี 2005
คำถามที่พบบ่อย
Patrick Rafter มีสไตล์การเล่นแบบใด?
เขาโดดเด่นด้วยสไตล์ Serve-and-Volley ซึ่งเป็นการเสิร์ฟลูกอย่างรุนแรงแล้วเคลื่อนที่เข้าหาตาข่ายทันทีเพื่อตีลูกวอลเลย์ปิดแต้ม
ความสำเร็จสูงสุดในรายการแกรนด์สแลมของเขาคืออะไร?
ความสำเร็จสูงสุดคือการคว้าแชมป์ US Open ประเภทชายเดี่ยว 2 สมัยติดต่อกันในปี 1997 และ 1998 และแชมป์ Australian Open ประเภทชายคู่ในปี 1999
ทำไมเขาถึงถูกเรียกว่าเป็นมือ 1 ของโลกที่ครองตำแหน่งสั้นที่สุด?
เนื่องจากเขาขึ้นสู่อันดับ 1 ของโลกในประเภทชายเดี่ยวเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 1 สัปดาห์ในเดือนกรกฎาคม ปี 1999
หลังเลิกเล่นเทนนิส Rafter ทำอะไรบ้าง?
เขาผันตัวไปเป็นกัปตันทีม Davis Cup ของออสเตรเลีย และได้รับเกียรติให้มีสนามเทนนิสชื่อ Pat Rafter Arena ในเมืองบริสเบนเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา
เขาเคยกลับมาแข่งขันอีกครั้งหรือไม่?
เขาเคยกลับมาลงแข่งประเภทคู่ในรายการ Australian Open ปี 2004 และ 2014 โดยในครั้งหลังสุดเขาได้จับคู่กับ Lleyton Hewitt แต่ไม่สามารถผ่านรอบแรกไปได้