Paul Wolfowitz กับบทบาทสถาปนิกสงครามและเส้นทางชีวิตทางการเมืองระดับโลก
Paul Wolfowitz เป็นนักรัฐศาสตร์และนักการทูตชาวอเมริกันผู้มีอิทธิพลอย่างสูงต่อทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เขาเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งใน "สถาปนิก" ผู้ผลักดันให้เกิดสงครามอิรัก และเป็นผู้นำทางความคิดกลุ่ม Neoconservative (นีโอคอนเซอร์เวทีฟ) หรือกลุ่มอนุรักษนิยมใหม่ที่เชื่อในการใช้กำลังทางทหารเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั่วโลก

เส้นทางอาชีพและตำแหน่งสำคัญ
ตลอดชีวิตการทำงาน Wolfowitz ดำรงตำแหน่งระดับสูงในหลายองค์กร ทั้งในด้านการทูต ความมั่นคง และการเงินระดับโลก โดยมีจุดสูงสุดอยู่ที่การเป็นประธานธนาคารโลกคนที่ 10 และรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
| ช่วงปี | ตำแหน่ง | องค์กร/หน่วยงาน |
|---|---|---|
| 2005 – 2007 | ประธาน (President) | ธนาคารโลก (World Bank Group) |
| 2001 – 2005 | รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (Deputy Secretary of Defense) | กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ |
| 1994 – 2001 | คณบดี (Dean) | SAIS, มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ |
| 1989 – 1993 | ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบาย (Under Secretary of Defense for Policy) | กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ |
| 1986 – 1989 | เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอินโดนีเซีย | กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ |
จุดเริ่มต้นและรากฐานทางปัญญา
Wolfowitz เกิดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 1943 ในครอบครัวชาวยิวอพยพจากโปแลนด์ที่นิวยอร์ก เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางมาศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์จนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชิคาโก โดยมีแรงผลักดันสำคัญคือความต้องการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดสงครามนิวเคลียร์
ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ เขาทำงานใกล้ชิดกับนักการเมืองสายเหยี่ยวและได้รับอิทธิพลจาก Leo Strauss นักปรัชญาที่เชื่อว่ารัฐมีหน้าที่ทางศีลธรรมในการต่อต้านผู้นำที่เป็นทรราช ซึ่งแนวคิดนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของเขาในเวลาต่อมา

บทบาทในกระทรวงกลาโหมและ "หลักการ Wolfowitz"
ในช่วงปี 1989-1993 ขณะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบาย เขาได้ร่วมกับ Scooter Libby ร่างเอกสาร Defense Planning Guidance 1992 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Wolfowitz Doctrine ซึ่งเสนอว่าสหรัฐฯ ต้องรักษาความเหนือกว่าทางทหารอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคู่แข่งรายใหม่ในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก และพร้อมจะใช้กำลังทหารฝ่ายเดียว (Unilateralism) หากจำเป็น
แนวคิดนี้แม้จะถูกคัดค้านในขณะนั้น แต่ต่อมาได้กลายเป็นส่วนสำคัญของ Bush Doctrine ในสมัยประธานาธิบดี George W. Bush โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 ที่ Wolfowitz ผลักดันให้สหรัฐฯ ใช้กลยุทธ์ Pre-emption หรือการชิงโจมตีก่อนเพื่อกำจัดภัยคุกคาม โดยเฉพาะในอิรัก ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นระบอบที่เปราะบางและสามารถล้มล้างได้ง่าย

ประสบการณ์ทางการทูตในเอเชีย
Wolfowitz มีความเชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก โดยเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอินโดนีเซีย (1986-1989) เขาได้รับคำชมว่าเป็นทูตที่มีความสามารถและปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ดี โดยเรียนรู้ภาษาอินโดนีเซียและสนใจด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสาธารณสุข แม้จะถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้ผลักดันเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังในยุคของประธานาธิบดีซูฮาร์โตก็ตาม

การดำรงตำแหน่งประธานธนาคารโลกและจุดสิ้นสุด
ในปี 2005 Wolfowitz ย้ายจากเพนตากอนมาดำรงตำแหน่งประธานธนาคารโลก แต่การทำงานของเขากลับจบลงด้วยความอื้อฉาวในอีกสองปีต่อมา เมื่อมีการกล่าวหาว่าเขาใช้อำนาจหน้าที่เพื่อช่วยให้ Shaha Riza เจ้าหน้าที่ธนาคารโลกที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้น เหตุการณ์นี้ทำให้เขากลายเป็นประธานธนาคารโลกเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ต้องลาออกเนื่องจากเรื่องอื้อฉาว

ข้อเท็จจริงสำคัญ
- สถาปนิกสงคราม: เป็นผู้ผลักดันหลักในการบุกอิรักปี 2003 โดยใช้แนวคิดการชิงโจมตีก่อน (Pre-emption)
- อิทธิพลทางความคิด: เป็นผู้นำกลุ่ม Neoconservative ที่เน้นการส่งออกประชาธิปไตยผ่านกำลังทหาร
- ความสามารถทางภาษา: พูดได้ถึง 6 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ, อาหรับ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, ฮีบรู และอินโดนีเซีย
- ประวัติการศึกษา: จบปริญญาตรีคณิตศาสตร์ (Cornell) และปริญญาเอกรัฐศาสตร์ (University of Chicago)
- จุดด่างพร้อย: ลาออกจากตำแหน่งประธานธนาคารโลกเนื่องจากกรณีอื้อฉาวเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวและผลประโยชน์
คำถามที่พบบ่อย
Wolfowitz Doctrine คืออะไร?
คือแนวทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่เสนอให้สหรัฐฯ รักษาอำนาจทางทหารที่เหนือกว่าคู่แข่งทุกรายในโลก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมหาอำนาจใหม่ที่จะมาท้าทายความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ
ทำไมเขาถึงถูกเรียกว่า "สถาปนิก" ของสงครามอิรัก?
เพราะเขาเป็นผู้เสนอแผนการบุกอิรักตั้งแต่ปี 2001 และใช้ตำแหน่งรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมผลักดันนโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การตัดสินใจบุกอิรักของรัฐบาล George W. Bush
สาเหตุที่เขาต้องลาออกจากธนาคารโลกคืออะไร?
เขาลาออกหลังจากเกิดกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ในการเลื่อนตำแหน่งและเพิ่มเงินเดือนให้กับ Shaha Riza ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับเขา
เขามีบทบาทอย่างไรในช่วงสงครามเย็น?
เขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของ "Team B" ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์ว่าสหภาพโซเวียตมีความทะเยอทะยานในการครองโลกมากกว่าที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ประเมินไว้ในขณะนั้น
ความสัมพันธ์ของเขากับกลุ่ม Neoconservative เป็นอย่างไร?
เขาเป็นหนึ่งในผู้นำทางความคิดที่สำคัญที่สุดของกลุ่มนี้ โดยเชื่อในเรื่องการใช้แสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐฯ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศที่เป็นเผด็จการให้เป็นประชาธิปไตย