ฟิล บอยเยอร์ ตำนานกองหน้าผู้สร้างชื่อในลีกอังกฤษ
หากจะกล่าวถึงกองหน้าที่มีความเฉียบคมและเป็นที่จดจำในยุค 70 ถึง 80 ของวงการฟุตบอลอังกฤษ ชื่อของ ฟิล บอยเยอร์ (Phil Boyer) คือหนึ่งในนักเตะที่สร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะการเป็นจอมถล่มประตูที่พาทีมหลายสโมสรประสบความสำเร็จในการเลื่อนชั้นและสร้างชื่อในระดับดิวิชัน 1
เส้นทางอาชีพจากดาวรุ่งสู่จอมถล่มประตู
ฟิล บอยเยอร์ เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม 1949 ที่เมืองน็อตติงแฮม ประเทศอังกฤษ เขาเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังด้วยการเป็นนักเตะฝึกหัดที่ ดาร์บี เคาน์ตี้ (Derby County) ในปี 1965 แม้จะได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพในปี 1966 แต่เขากลับไม่ได้รับโอกาสลงสนามให้ทีมชุดใหญ่เลยภายใต้การคุมทีมของ ไบรอัน คลัฟ จนกระทั่งย้ายออกจากทีมในปี 1968
จุดเริ่มต้นความสำเร็จที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเขาย้ายไปร่วมทีม ยอร์ก ซิตี้ (York City) ด้วยค่าตัว 3,500 ปอนด์ ที่นี่บอยเยอร์ได้สร้างคู่หูอันตรายกับ เท็ด แมคดักกัลล์ โดยเขามีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีม และทำประตูได้ถึง 34 ลูกจากการลงสนาม 125 นัด
ความโดดเด่นของเขาดึงดูดความสนใจจาก จอห์น บอนด์ ผู้จัดการทีม เอเอฟซี บอร์นมัธ (AFC Bournemouth) ซึ่งดึงตัวเขาไปร่วมทีมในปี 1970 ด้วยค่าตัว 20,000 ปอนด์ บอยเยอร์ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม โดยช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นจากดิวิชัน 4 และเกือบจะได้เลื่อนชั้นต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยทำไป 15 ประตูในฤดูกาลที่สอง
ความสำเร็จระดับสูงกับนอริช ซิตี้ และเซาแธมป์ตัน
ในปี 1974 บอยเยอร์ย้ายไปร่วมทีม นอริช ซิตี้ (Norwich City) ด้วยค่าตัวสูงถึง 145,000 ปอนด์ และสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะชาวอังกฤษคนแรกของสโมสรที่ได้ติดทีมชาติอังกฤษ แม้ทีมจะตกชั้นในช่วงแรก แต่เขาก็เป็นกำลังหลักที่พาทีมกลับสู่ลีกสูงสุดและเข้าชิงชนะเลิศ ลีกคัพ ปี 1975
จุดสูงสุดในอาชีพค้าแข้งเกิดขึ้นเมื่อเขาย้ายไป เซาแธมป์ตัน (Southampton) ในปี 1977 ด้วยค่าตัว 130,000 ปอนด์ เพื่อทำหน้าที่แทน มิก แชนนอน บอยเยอร์พาทีมเลื่อนชั้นสู่ดิวิชัน 1 ได้สำเร็จในฤดูกาลแรก และสร้างผลงานน่าทึ่งในฤดูกาล 1979-80 ด้วยการทำ 23 ประตูจาก 42 นัด รวมถึงการทำแฮตทริกถึง 3 ครั้ง จนกลายเป็น ดาวซัลโวสูงสุดของดิวิชัน 1 ในปีนั้น
ช่วงปลายอาชีพและการก้าวสู่บทบาทใหม่
บอยเยอร์ย้ายไปร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ในปี 1980 ด้วยค่าตัว 220,000 ปอนด์ แต่โชคร้ายที่อาการบาดเจ็บรบกวนทำให้เขาลงสนามได้เพียงไม่กี่นัด และพลาดโอกาสลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ ปี 1981 ต่อมาในปี 1982 เขาได้ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับสโมสร บูลโวว่า (Bulova SA) ในฮ่องกง
หลังจากกลับมายังอังกฤษ เขาใช้เวลาช่วงสุดท้ายของอาชีพนักเตะกับทีมในระดับนอน-ลีก (Non-league หรือลีกระดับกึ่งอาชีพ) เช่น แกรนแธม ทาวน์, สแตมฟอร์ด และเชปเชด ชาร์เตอร์เฮาส์ ก่อนจะผันตัวมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมและก้าวสู่บทบาทผู้จัดการทีมระยะสั้นที่แฮร์โรว์บี ยูไนเต็ด
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ตำแหน่ง: กองหน้า (Striker)
- สถิติรวม: ลงสนาม 619 นัด ทำได้ 178 ประตูในลีก
- ความสำเร็จสูงสุด: ดาวซัลโวสูงสุดของดิวิชัน 1 ฤดูกาล 1979-80 กับเซาแธมป์ตัน
- เกียรติประวัติทีมชาติ: ติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ 1 นัด ในเกมชนะเวลส์ ปี 1976
- จุดเด่น: การประสานงานที่ยอดเยี่ยมกับคู่หู เท็ด แมคดักกัลล์ ในหลายสโมสร
| ปีที่เล่น | สโมสร | จำนวนนัด | ประตู |
|---|---|---|---|
| 1968–1970 | ยอร์ก ซิตี้ | 109 | 27 |
| 1970–1974 | เอเอฟซี บอร์นมัธ | 140 | 46 |
| 1974–1977 | นอริช ซิตี้ | 116 | 34 |
| 1977–1980 | เซาแธมป์ตัน | 138 | 49 |
| 1980–1983 | แมนเชสเตอร์ ซิตี้ | 20 | 3 |
| อื่นๆ | ทีมระดับนอน-ลีก | 96 | 19 |
| รวม | - | 619 | 178 |
คำถามที่พบบ่อย
ฟิล บอยเยอร์ มีความสำคัญอย่างไรต่อสโมสรนอริช ซิตี้?
เขาเป็นนักเตะชาวอังกฤษคนแรกของสโมสรนอริช ซิตี้ ที่ได้รับเลือกให้ติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขาเกิดขึ้นที่สโมสรใด?
ที่สโมสรเซาแธมป์ตัน โดยเขาสามารถคว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของดิวิชัน 1 ในฤดูกาล 1979-80 ด้วยผลงาน 23 ประตู
ทำไมเขาถึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้?
เนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บที่รุนแรง ทำให้เขาลงสนามได้น้อยและพลาดโอกาสสำคัญในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ ปี 1981
หลังเกษียณจากฟุตบอล ฟิล บอยเยอร์ ทำอาชีพอะไร?
เขาทำงานเป็นพนักงานส่งเอกสารของธนาคาร (Bank Courier) และอาศัยอยู่ที่เมืองน็อตติงแฮม บ้านเกิดของเขา
คู่หูที่สร้างชื่อร่วมกับบอยเยอร์คือใคร?
คือ เท็ด แมคดักกัลล์ ซึ่งทั้งคู่เล่นร่วมกันใน 4 สโมสร และเป็นคู่กองหน้าที่อันตรายอย่างมากในยุคนั้น